
กิติศักดิ์ หมื่นศรี
คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สลดใจฮีโร่พิทักษ์ป่า! เปิด 3 ปัญหาบั่นทอนคนทำงาน เกษียณแล้วไร้ค่า-เผชิญหน้าอิทธิพลมืดตามลำพัง จ่อชงสัมมนาวุฒิสภา ล้างบางระบบคุ้มครองพยาน ทวงคืนศักดิ์ศรีคนทำงาน
วันที่ 8 กันยายน 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษากรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าของบุคคลในพื้นที่หมู่ 3 และหมู่ 14 ตำบลรางบัวและหมู่ที่ 3 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยมีผู้แทนอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้แทนอธิบดีกรมที่ดิน ผู้บังคับการปราบปรามการกระความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าชี้แจง

นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ต้องติดตาม เพราะนายชัยวัฒน์ ได้มายื่นข้อเสนอเพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะแค่ใหญ่ๆเกี่ยวข้องกับนายทุนและผู้มีอิทธิพลทางการเมือง แต่ที่ผ่านมาขาดการประสานงานอย่างหนัก โดยยกตัวอย่างคดีที่นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรี ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติฯวุฒิสภา ไปเป็นพยานศาลในคดีฟ้องแพ่ง ในฐานะอดีตหัวชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้
ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐยังไม่ทันขยับ แต่กลายเป็นว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และประธานคณะก้าวหน้า ลูกชายผู้ต้องหาชิงฟ้องแพ่งจนได้ค่าเสียหายจากกรมที่ดินไปแล้ว ทั้งที่ความเสียหายของภาครัฐเกิดขึ้นจริงและควรต้องเร่งฟ้องร้องตามแนวทางปฏิบัติที่ต้องฟ้องแพ่งและอาญาควบคู่กันไป นอกจากนี้ นายชีวะภาพ เคยทำหนังสือถึง ปปง. เมื่อปี 63-64 เพื่อขยายความเรื่องการฟ้องแพ่ง แต่กลับพบว่าการทำงานของกรมป่าไม้มีความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ล่าช้า และไม่บังคับใช้กฎหมายให้ครบถ้วน

นายกิติศักดิ์ สะท้อนปัญหาใหญ่ 3 ประการที่บั่นทอนขวัญกำลังใจคนทำงานปกป้องป่า ได้แก่
• อันตรายถึงชีวิต: การที่เจ้าหน้าที่ผู้กล่าวโทษ เช่น กรณีของนายชีวะภาพ ไม่เคยรู้เลยว่าคดีถูกสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ไม่สามารถระวังตัวจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้
• ถูกทิ้งขว้างเมื่อเกษียณ: ข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้ว แต่ยังต้องไปเป็นพยานศาล กลับมีสถานะไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกหรือการคุ้มครองใดๆ จากหน่วยงานรัฐ
• ควักกระเป๋าจ่ายเอง: ข้าราชการบำนาญต้องแบกรับภาระค่าเดินทางไปศาลเอง ต้องเดินทางอย่างโดดเดี่ยวและเสี่ยงอันตราย ทั้งที่ไปทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ
ในช่วงท้าย นายกิติศักดิ์ ได้สรุปการประชุมโดยเตรียมยกระดับปัญหานี้เข้าสู่การจัดสัมมนาใหญ่ของ กมธ. เพื่อรื้อระบบการดูแลพยาน พร้อมฝากการบ้านชิ้นโตให้ “กรมป่าไม้” นำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปปรับปรุงแก้ไขแนวทางปฏิบัติงานทันที แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะสั่งการไม่ได้ แต่หวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของคนเฝ้าป่าต่อไป

ด้าน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ออกโรงแฉกระบวนการยุติธรรมที่สร้างบาดแผลให้คนทำงาน โดยระบุว่า ล่าสุดในคดีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อปี 2568 ตนได้ยื่นฟ้องพนักงานสอบสวนและอัยการจังหวัดทั้งหมดแล้ว หลังศาลฎีกาชี้ว่ามีการบุกรุกจริง แต่เจ้าหน้าที่กลับทำงานหละหลวม
นายชัยวัฒน์ ยังพุ่งเป้าไปที่ บก.ปทส. อย่างดุเดือด โดยแฉพฤติกรรม “แอบสั่งไม่ฟ้อง” อ้างว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ซื้อทอดที่ 3-5 จึงไม่มีมูลฟ้องอาญา โดยไม่ยอมแจ้งหรือหารือกับเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมแม้แต่น้อย พร้อมตั้งข้อสังเกตแรงว่าพฤติกรรมเช่นนี้มีเบื้องหลัง มีการทุจริต หรือรู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่

นอกจากนี้ ยังยกเคสฉาวที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซึ่งตนร่วมจับกุมและระบุชื่อเป็นพยานชัดเจน แต่พนักงานสอบสวนกลับจงใจตัดชื่อออก ไม่เรียกสอบปากคำ และเตรียมสั่งไม่ฟ้องในช่วงรัฐบาลรักษาการ จนตนต้องขู่ฟ้องกลับพนักงานสอบสวนฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคดีนี้ถูกดองยาวมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 4 ปี แต่อัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดลงมาแต่อย่างใด
