
“สุริยะ” สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรประสบอุทกภัย อพยพสัตว์กว่า 3.8 แสนตัว พร้อมเร่งสำรวจความเสียหาย และเยียวยาตามหลักเกณฑ์ช่วยเหลือปี 2569
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัยทุกจังหวัด อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์และสำรวจความเสียหายด้านปศุสัตว์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2569

ด้านนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดซึ่งประสบอุทกภัย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีข้อมูลโดยสรุปเบื้องต้นได้แก่ ชัยนาท สระบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน และอุทัยธานี ครอบคลุม 20 อำเภอ 44 ตำบล 84 หมู่บ้าน เกษตรกร 2,313 ราย โดยมีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 715,370 ตัว ประกอบด้วย โค 3,358 ตัว กระบือ 2,460 ตัว สุกร 8,075 ตัว แพะ/แกะ 2,202 ตัว และสัตว์ปีก 699,275 ตัว รวมถึงแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวม 267 ไร่

จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบสัตว์ตายและสูญหายใน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระยอง และแม่ฮ่องสอน จำนวน 20,024 ตัว เป็นโค 1 ตัว กระบือ 1 ตัว และสัตว์ปีก 20,022 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลความเสียหายตามขั้นตอน เพื่อพิจารณาการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป อีกทั้งกรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้น ได้แก่ แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 22,000 กิโลกรัม อพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยงรวม 381,131 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) จำนวน 6,519 ชุด แจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ ส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดูแลรักษาสัตว์ในพื้นที่
ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ โดยกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย กำหนดอัตราการช่วยเหลือตามชนิดและอายุของสัตว์ และกำหนดจำนวนสูงสุดที่ให้ความช่วยเหลือต่อราย อาทิ

– โค อัตราตัวละไม่เกิน 13,000–35,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัว/ราย
– กระบือ อัตราตัวละไม่เกิน 15,000–39,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัว/ราย
– สุกร อัตราตัวละไม่เกิน 1,500–3,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัว/ราย
– แพะ/แกะ อัตราตัวละไม่เกิน 1,500–3,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัว/ราย
– สัตว์ปีก อัตราการช่วยเหลือแตกต่างกันตามชนิดและช่วงอายุ เช่น ไก่พื้นเมือง/ไก่ไข่ ไก่เนื้อ เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ/เป็ดเทศ และนกระทา
โดยกำหนดจำนวนสูงสุดที่ให้ความช่วยเหลือต่อรายแตกต่างกันตามประเภท
– แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ กรณีเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ ช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 3,180 บาท ไม่เกิน 30 ไร่/ราย

“กรมปศุสัตว์จะติดตามสถานการณ์และเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ทั้งการจัดหาอาหารสัตว์ การอพยพสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ และการสำรวจความเสียหาย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และเกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง./
