ตามไปดู 3 แปลงจริงจากเกษตรกรยุคใหม่ ด้วยโซลูชันเกษตรสุดสมาร์ตที่ดึงเทคโนโลยีบริหารแปลง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตจริง ภายใต้ “ปลูกง่าย ได้มัน(ส์)ดี!” กับ “สยามคูโบต้า”

“การปลูกมันให้มันส์และรอดในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีมาปรับใช้ร่วมกันให้เหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง พร้อมเปิดใจเรียนรู้ สนุกกับการพัฒนา และกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อค้นหาแนวทางที่ใช่ และต่อยอดสู่เกษตรกรรมแม่นยำที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
ปลูกมันอย่างไรให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ใช้แรงงานน้อยลง และรู้ต้นทุนของตัวเองแม่นขึ้น? คำถามสำคัญของชาวไร่มันสำปะหลังไทยในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการทำเกษตรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฤดูการผลิต 2569/70 กำลังเริ่มต้น ท่ามกลางปัจจัยด้านต้นทุนการผลิต แรงงาน โรคพืช สภาพอากาศ และราคาผลผลิตที่ยังมีความไม่แน่นอน
ขณะที่ผลสำรวจฤดูการผลิตปี 2569/70 จากคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้น 2.29% เป็น 6.77 ล้านไร่ แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่กลับลดลง 1.32% เหลือเพียง 2.77 ตันต่อไร่ ความท้าทายที่เกิดขึ้น กลายเป็นโจทย์ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่เดิมสร้างผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มทุนมากขึ้น
ตั้งแต่การเตรียมดิน การเลือกระยะปลูก การบริหารน้ำและปุ๋ย การใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน ไปจนถึงการนำข้อมูลมาช่วยวางแผนและบริหารจัดการแปลง โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการปลูกมันสำปะหลังปลายฝน การวางแผนตั้งแต่วันแรกจึงมีส่วนสำคัญต่อผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวในอีกหลายเดือนข้างหน้า
หนึ่งในแนวทางที่กำลังถูกนำมาทดลองคือ “การปลูกมันสำปะหลังแบบขยายร่อง” จากระยะปลูกแบบเดิมสู่ร่องกว้าง 1.4–1.5 เมตร เพื่อเปิดพื้นที่ให้เครื่องจักรสามารถเข้าจัดการแปลงได้สะดวกขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยบริหารตั้งแต่ต้นทุน รายรับ–รายจ่าย ไปจนถึงการติดตามการเพาะปลูก ซึ่งสยามคูโบต้านำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดผ่านโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปลูกง่าย ได้มัน(ส์)ดี” ให้เกษตรกรได้ทดลองกับแปลงจริง เรียนรู้ และพิสูจน์ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง
แล้ววิธีคิดใหม่ ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนการทำไร่มันสำปะหลังได้แค่ไหน? ครั้งนี้ชวนไปเปิดแปลงและฟังประสบการณ์จาก 3 เกษตรกร 3 พื้นที่ จากผู้เข้าร่วมโครงการฯ ถึงประสบการณ์จริงเพื่อให้การปลูกมันสำปะหลัง “มันส์” ได้มากกว่าเดิม
บอส – ธงชัย เกิดคำ: สานต่ออาชีพครอบครัวด้วยแนวคิดใหม่
“บอส – ธงชัย เกิดคำ” ผู้เติบโตมากับการทำไร่มันสำปะหลังในจังหวัดกำแพงเพชร จากอาชีพที่ครอบครัวทำต่อเนื่องกันมาหลายรุ่น การปลูกมันสำปะหลังจึงไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้เห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต
ธงชัยเล่าให้ฟังว่า “การปลูกมันสำปะหลังมีอุปสรรคที่ต้องพบเจอระหว่างทาง เช่น โรคพืช ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของผลผลิต แต่ถ้าเราสามารถดูแล ผลผลิตของเราให้มีประสิทธิภาพ ก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้และดูแลครอบครัวได้”
                                                  ธงชัย เกิดคำ
หลังจากได้เข้าร่วมโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ที่แนะนำวิธีปลูกแบบร่องกว้าง 1.4 – 1.5 เมตร เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เมื่อได้ทดลองแล้วพบว่าต้นมันสำปะหลังแตกใบได้ดีและรับแสงมากขึ้น ทั้งยังได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้แผงโซลาร์เซลล์และการจัดการระบบน้ำ เพื่อนำไปต่อยอดกับไร่ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ธงชัย ยังมองเห็นโอกาสของมันสำปะหลังไทยและภาคเกษตรไทยในอนาคต โดยเฉพาะการนำไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรต่อไป พร้อมฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจเข้าสู่เส้นทางนี้ว่า หากเราตั้งใจลงมือทำก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้
อะตอมมิก – พลศรันย์ ห่มสิงห์: เกษตรกรฟูลไทม์แพชชันแรง
หนุ่มชาวไร่ไฟแรงจากจังหวัดอุดรธานี “อะตอมมิก – พลศรันย์ ห่มสิงห์” ผู้เลือกแหวกขนบครอบครัวข้าราชการ สู่เส้นทางเกษตรกรฟูลไทม์ที่คลุกคลีอยู่กับไร่มันสำปะหลังมาตั้งแต่อายุ 12 ปี
“การปลูกมันสำปะหลังแบบร่องแคบเริ่มไม่ตอบโจทย์ เพราะทำให้เครื่องจักรเข้าแปลงได้แค่ช่วงแรก รวมถึงการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ย ดูแลเรื่องโรคในพืชยาก แดดส่องไม่ทั่วถึง รวมถึงต้องพึ่งพาแรงงานคนจำนวนมาก พอได้ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรม “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ทำให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
                                                อะตอมมิก พลศรันย์ ห่มสิงห์
อีกสิ่งหนึ่งที่พลศรันย์มองว่าช่วยเหลือในการทำเกษตรได้เป็นอย่างดี คือการใช้แอปพลิเคชัน K-iField ระบบบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกดิจิทัล มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบันทึกข้อมูลโดยสามารถช่วยวางแผนการเพาะปลูก และติดตามข้อมูลในแปลงได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะรายรับ–รายจ่าย ทำให้มองเห็นต้นทุนและภาพรวมของแต่ละแปลงได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับพลศรันย์แล้ว มันสำปะหลังยังเป็นพืชที่มีโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะใช้ต้นทุนไม่สูงและหากบริหารจัดการได้ดีก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและคุ้มค่ากับการลงทุน เช่น การแปรรูปเป็นเอทานอล แต่สิ่งสำคัญสำหรับคนที่ สนใจปลูกมันสำปะหลัง อยากให้ลองศึกษาหาความรู้จากคนที่มีประสบการณ์ก่อน โดยเริ่มจากการลงทุนเท่าที่จำเป็นก่อน เพราะยิ่งเราเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น ก็จะช่วยลดการลองผิดลองถูกและลดความเสี่ยงได้
ชา – ชลาลัย ทับสิงห์: เกษตรกรหญิงแกร่งผู้มองการณ์ไกล
“ชา – ชลาลัย ทับสิงห์” สาวแกร่งจากจังหวัดนครสวรรค์ ผู้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณด้วยการประกอบอาชีพเกษตรกร ไม่หยุดเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการทำไร่มันสำปะหลังให้มันส์ยิ่งขึ้น โดยชลาลัยเผยว่า
                                                           ชลาลัย ทับสิงห์
“มันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชที่เลือกปลูกเพราะมีตลาดและแหล่งรับซื้ออยู่ใกล้บ้าน อีกทั้งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ต้นทุนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น แม้จะคุ้นเคยกับการปลูกแบบเดิม แต่เมื่อได้เข้าอบรมและเรียนรู้แนวทางการปลูกแบบขยายร่อง จากโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ทำให้เห็นว่าสามารถช่วยลดการใช้ท่อนพันธุ์และแรงงาน รวมถึงทำให้การจัดการแปลงด้วยเครื่องจักรทำได้สะดวกและแม่นยำ”
นอกจากนี้ ชลาลัยยังให้ความสำคัญกับการดูแลดินและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการนำวัสดุเหลือใช้จากมันสำปะหลังกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และถ่านชีวภาพ หรือไบโอชาร์ พร้อมมองแนวทางใหม่ ๆ ในการดูแลพืช โดยหวังว่า ในอนาคตการนำเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ เช่น ไมคอร์ไรซา มาผสมกับไบโอชาร์ จะสามารถต่อยอดและพัฒนาเป็นอีกแนวทางในการช่วยยับยั้งโรคใบด่างในมันสำปะหลังได้ เช่นเดียวกับการนำมาใช้แก้ปัญหาโรคนี้ในข้าวโพด
ชลาลัย มองว่า มันสำปะหลังยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ทั้งในด้านการแปรรูปและพลังงานชีวภาพ พร้อมฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ว่าอย่าเพิ่งท้อกับอุปสรรค เพราะการทำเกษตรต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นฐานของพื้นที่ในการเพาะปลูกและการดูแลให้เหมาะสม “ก่อนจะทำอะไร ต้องรู้จักดินก่อน เมื่อเราดูแลดิน ดินจะดูแลพืช และพืชจะกลับมาดูแลเรา”
ชูหมัดเด็ดยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทยด้วย Data-Driven Farming
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้าเล็งเห็นถึงเทรนด์การเกษตรแม่นยำยุคใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ซอฟต์แวร์จัดการฟาร์มด้วยข้อมูลมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก เฉลี่ยถึง 15.2% ต่อปี (CAGR) สะท้อนถึงความสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ที่นวัตกรรมดิจิทัล-การบริหารจัดการแปลงด้วยข้อมูลได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและภาคการเกษตร
                                                วราภรณ์ โอสถาพันธุ์
“สิ่งที่เราอยากเห็นจากโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่เป็นการขับเคลื่อนแนวทาง Data-Driven Farming ให้สามารถเกิดขึ้นจริงในไทย โดยในปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้มีการถ่ายทอดเทคนิคการขยายร่องผ่านการแข่งขัน และมีเกษตรกร 30 คนที่ผ่านเข้ารอบจากทั่วประเทศ มาเรียนรู้ และพิสูจน์ผลลัพธ์จากการนำข้อมูลมาบริหารแปลงจริง ก่อนส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชน เพราะเมื่อเกษตรกรสามารถเลือกใช้โซลูชันได้เหมาะกับพื้นที่ บริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดีขึ้น ก็จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ พร้อมยกระดับศักยภาพของมันสำปะหลังไทยในระยะยาว
เนื่องเพราะท้ายที่สุดแล้ว การปลูกมันให้มันส์และรอดในยุคใหม่ หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยีมาปรับใช้ร่วมกันให้เหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง พร้อมเปิดใจเรียนรู้ สนุกกับการพัฒนา และกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อค้นหาแนวทางที่ใช่ และต่อยอดสู่เกษตรกรรมแม่นยำที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
ร่วมติดตามและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขัน พร้อมอัปเดตองค์ความรู้โซลูชันการปลูกมันสำปะหลัง ตลอดโครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ได้ทาง เฟซบุ๊กเพจ Siam Kubota และ เฟซบุ๊กเพจ กรมส่งเสริมการเกษตร ใครจะเป็นผู้คว้ารางวัลชนะเลิศรับ “ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ไปครองติดตามการประกาศผลได้ใน ช่วงเดือนเมษายน 2570