
บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ประกาศทิศทางธุรกิจ เดินหน้าสู่บทบาท โซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider) ในงาน “Chia Tai Moving Forward 2026: Together, We Empower Thai Farmers Through Solutions” ณ เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านปัจจัยการผลิต ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี บริการ และความเชี่ยวชาญ สู่แผนจัดการการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์เกษตรกรแต่ละพื้นที่ พร้อมผนึกกำลังภาครัฐ ร้านค้าพันธมิตร และภาคธุรกิจ ร่วมยกระดับเกษตรกรไทยสู่มืออาชีพ เผยผลการดำเนินงานในแปลงข้าวเพิ่มผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยประมาณ 22% พร้อมนำบทเรียนมาต่อยอดสู่พืชและพื้นที่อื่น
นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 105 ปี เจียไต๋เติบโตเคียงข้างภาคการเกษตรไทย ด้วยจุดแข็งด้านการพัฒนาและเสาะหาสินค้าและปัจจัยการผลิตคุณภาพ รวมถึงการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและพันธมิตรในพื้นที่ วันนี้เกษตรกรต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน ความผันผวนของสภาพอากาศ และความคาดหวังด้านคุณภาพและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกรจึงต้องการมากกว่าคำแนะนำในการเลือกซื้อสินค้า แต่ต้องการแนวทางสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ทั้งด้านผลผลิต ต้นทุน คุณภาพ และความมั่นคงในอาชีพ เจียไต๋จึงเดินหน้าสู่บทบาทโซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution Provider) โดยนำสินค้า องค์ความรู้ เทคโนโลยี บริการ และความเชี่ยวชาญทางการเกษตรมาทำงานร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้
“ผมอยากย้ำว่า การก้าวไปสู่บทบาทใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งธุรกิจหรือจุดแข็งเดิม แต่เป็นการต่อยอดสิ่งที่เรามีให้สามารถสร้างคุณค่าได้มากขึ้น” นายมนัสกล่าว พร้อมระบุว่า การสร้างผลลัพธ์ในพื้นที่จริงต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และความเข้าใจพื้นที่ เจียไต๋จึงเชิญชวนพันธมิตรมาร่วมยกระดับเกษตรกรสู่มืออาชีพ และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน
นางสุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร Chief Marketing Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า โซลูชันเจียไต๋เริ่มจากการทำความเข้าใจโจทย์และผลลัพธ์ที่เกษตรกรต้องการ แล้วจึงผสานสินค้า เทคโนโลยี บริการ การจัดการ และองค์ความรู้ทางการเกษตร เพื่อออกแบบเป็น “แผนจัดการการเพาะปลูก” หรือ Crop Management Plan ซึ่งแตกต่างจากการนำสินค้ามารวมเป็นแพ็กเกจหรือโปรโมชัน โดยแผนนี้ครอบคลุมการดูแลแปลง การใช้ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช และเทคโนโลยีในแต่ละระยะการเพาะปลูก มีทีมนักเกษตร (Agronomist) และที่ปรึกษาเกษตร (Crop Advisor) ทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อติดตามผลและนำข้อมูลมาปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง

สุภาภรณ์ เกียรติศิริขจร
“ที่สำคัญคือโซลูชันที่ดีต้องไม่หยุดอยู่ที่แนวคิด ต้องนำไปทดลอง ปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ และต้องพิสูจน์ได้ว่า สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงให้กับเกษตรกร” นางสุภาภรณ์กล่าว
เจียไต๋นำแนวคิดนี้มาลงมือทำที่ เจียไต๋ เอ็กซ์พีเรียนซ์ หรือศูนย์เกษตรเจียไต๋ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ที่เกษตรกรและทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกันเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาแนวทางจัดการการเพาะปลูกข้าวให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ จากข้อมูลการติดตามผล เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่เฉลี่ยได้ประมาณ 22% โดยมีเกษตรกรที่เพิ่มผลผลิตได้สูงสุดถึง 57% ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ นอกจากนี้ เจียไต๋ยังพัฒนาทีมบินเกือบ 30 ทีม ให้บริการครอบคลุมพื้นที่เกือบ 60,000 ไร่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพการทำงานในแปลง พร้อมช่วยลดข้อจำกัดจากการขาดแคลนแรงงาน

ผลการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของเกษตรกร เจียไต๋ และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน รวมถึงบริษัท ยันม่าร์ เอส.พี จำกัด และ XAG โดยบทเรียนสำคัญคือแต่ละแปลงมีโจทย์แตกต่างกัน จึงต้องรับฟังเกษตรกร ทดลอง และวัดผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแนวทางให้เหมาะกับพื้นที่ และประเมินว่าส่วนใดพร้อมขยายผล หรือยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม
จากประสบการณ์ในพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว เจียไต๋เริ่มต่อยอดสู่พื้นที่เกษตรสำคัญ อาทิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนและแตงโม โดยศึกษาวิถีการเพาะปลูกและบริบทของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม เพื่อพัฒนาโซลูชันให้ตอบโจทย์แต่ละพืชและพื้นที่

ทวีสุข เมฆธวัชชัยกุล
นายทวีสุข เมฆธวัชชัยกุล Chief Commercial Officer บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า การนำโซลูชันไปสร้างผลลัพธ์และเข้าถึงเกษตรกรต้องอาศัยระบบนิเวศความร่วมมือ (Ecosystem) โดยภาครัฐสนับสนุนองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายเกษตรกร ภาคเอกชนเสริมความเชี่ยวชาญด้านสินค้า เทคโนโลยี และบริการ ขณะที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้เชื่อมโยงสำคัญที่เข้าใจเกษตรกรและบริบทพื้นที่ ซึ่งเจียไต๋จะสนับสนุนสินค้า องค์ความรู้ เทคโนโลยี และทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมพัฒนาและพิสูจน์ผลในพื้นที่ โดยมีเกษตรกรเป็นพันธมิตรหลักที่นำประสบการณ์และความคิดเห็นจากการใช้งานจริงมาช่วยปรับปรุงโซลูชันให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น
“ท้ายที่สุด การเติบโตที่เราต้องการจึงไม่ใช่เพียงการขายให้มากขึ้น แต่เป็นการสร้างคุณค่าที่มากขึ้นให้เกษตรกร เมื่อเกษตรกรประสบความสำเร็จ พันธมิตรทุกภาคส่วนก็มีโอกาสเติบโตไปด้วยกัน และ Ecosystem ของภาคการเกษตรก็จะแข็งแรงขึ้น” นายทวีสุขกล่าว

มนัส เจียรวนนท์
ขณะที่นายมนัสกล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินงานในวันนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก้าวต่อไปของเจียไต๋คือการพัฒนาโซลูชันให้แข็งแรง พิสูจน์ผลให้ชัดเจน และขยายแนวทางที่พร้อมสู่พื้นที่อื่นอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาสินค้า องค์ความรู้ เทคโนโลยี ทีมงาน และระบบสนับสนุนให้ตอบโจทย์เกษตรกรแต่ละพื้นที่ โดยนำจุดแข็งของทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน และยึดผลลัพธ์ของเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายระยะยาวคือให้เกษตรกรไทยผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้มั่นคงขึ้น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพอย่างภาคภูมิใจ
“เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของเกษตรไทยจะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะเกิดจากการที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนโซลูชันที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้เกษตรกร เจียไต๋พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ และผมอยากชวนทุกท่านมาร่วมเดินบนก้าวใหม่นี้ไปด้วยกัน” นายมนัสกล่าว

ทั้งนี้ งาน “Chia Tai Moving Forward 2026: Together, We Empower Thai Farmers Through Solutions” ได้รับเกียรติจากนางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และ มร.มาซาโทชิ ซูยามา ประธานบริษัท บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายจากทั่วประเทศ ภาคเอกชน เกษตรกร ร่วมรับฟังทิศทางธุรกิจและแลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาภาคการเกษตรไทย
