
กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลผู้ชนะการประกวด “DOAE Boost & Shoot” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานส่งเสริมการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปิดเวทีให้บุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตรนำปัญหาและความท้าทายจากการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ มาพัฒนาเป็นแนวคิด วิธีการและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยมีผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 175 ผลงาน จาก 175 ทีม ทั่วประเทศก่อนคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสิน เพื่อค้นหาต้นแบบการทำงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์และต่อยอดขยายผลได้
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยผลการประกวดฯ ผลปรากฏว่า ทุกผลงานสะท้อนการเปลี่ยนปัญหาหน้างานให้เป็นโอกาสในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร สำหรับ 3 ทีมสุดท้าย ได้แก่ ทีมมันดี จากจังหวัดอุบลราชธานี, ทีม NPT Agri NextGen จากจังหวัดนครปฐมและ ทีมกล้า LAB จากศูนย์ขยายพันธุ์พืช ซึ่งนำเสนอแนวทางที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี นวัตกรรม และการทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

อัญชลี สุวจิตตานนท์
ทีมมันดี นำเสนอ “มันสำปะหลังอินทรีย์ อุบลโมเดล” แนวทางที่ใช้ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม โดยเชื่อมความต้องการของภาคเอกชนเข้ากับการพัฒนาระบบการผลิตของเกษตรกร ตั้งแต่การตรวจดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ การจัดการโรคใบด่าง ไปจนถึงการพัฒนามาตรฐานและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ผลการดำเนินงานพบว่า พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพิ่มจาก 6,019 ไร่ เป็น 8,617 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 43.16% เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานสากลเพิ่มจาก 845 ราย เป็น 1,058 ราย ราคาผลผลิตเพิ่มจาก 2.30 บาท เป็น 2.80 บาทต่อกิโลกรัม และมูลค่าผลผลิตมวลรวมเพิ่มจาก 72 ล้านบาท เป็น 87 ล้านบาท โมเดลนี้มีเป้าหมายต่อไปในการขยายพื้นที่สู่ 50,000 ไร่ พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ขับเคลื่อนระบบบริการทางการเกษตรภายในเครือข่าย และเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และตลาดตลอดห่วงโซ่การผลิต
.
“ทีม NPT Agri NextGen” ศูนย์ข้อมูลการเกษตรจังหวัดนครปฐม พลิกข้อมูลสู่พลังการตัดสินใจ ทีม NPT Agri NextGen นำเสนอ “NPT Smart Agri Dashboard: ศูนย์ข้อมูลการเกษตรอัจฉริยะจังหวัดนครปฐม” แพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร พื้นที่ การผลิต สถานการณ์ และตลาด เพื่อให้บุคลากร เกษตรกร และภาคีสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นของระบบคือการนำ Big Data และ AI มาใช้ร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่และ Dashboard แบบ Real-time เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจ พร้อมให้บริการผ่าน Website, Web App และ LINE OA/AI Bot “น้องข้าวหลาม”ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ลดเวลาจัดทำรายงาน 99% ลดเวลารวบรวมข้อมูลมากกว่า 90% ลดการใช้ทรัพยากร 90% และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ 360 เท่า โดยมีเป้าหมายต่อยอดระบบให้ครอบคลุมกระบวนงานของ Agri Service Provider แผนงานและงบประมาณ รวมถึงการเตือนภัยโรคและแมลงศัตรูพืชอัจฉริยะและ Risk Map

.
“ทีมกล้า LAB” เปลี่ยนเทคโนโลยีในห้อง LAB สู่ต้นพันธุ์คุณภาพที่เกษตรกรเข้าถึงได้ ทีมกล้า LAB นำเสนอ “นวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างง่ายและต้นทุนต่ำ (Low-Cost Tissue Culture) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” โดยมุ่งแก้ปัญหาการขาดแคลนต้นพันธุ์ คุณภาพต้นพันธุ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ระยะเวลาในการขยายพันธุ์ และต้นทุนการผลิตที่สูง ทีมได้ปรับเครื่องมือราคาแพงให้เป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายและต้นทุนต่ำ พร้อมออกแบบระบบเชื่อมโยงตั้งแต่ ห้องปฏิบัติการจนถึงเกษตรกรได้รับประโยชน์ ทำให้เทคโนโลยีและองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสามารถถ่ายทอดไปสู่การใช้จริงในพื้นที่ได้ ผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ ลดต้นทุนอุปกรณ์ในห้อง LAB 70% ลดต้นทุนการผลิต 35% มีอัตรารอดของต้นพันธุ์ 95% และมีผู้รับการถ่ายทอดและพื้นที่นำร่อง/ขยายผลแล้ว 400 ราย ใน 7 แห่ง พร้อมสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 10,000–20,000 บาทต่อการผลิต 1,000 ต้น
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ทั้ง 3 ผลงานสะท้อนให้เห็นว่า “นวัตกรรม” ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพง แต่เริ่มได้จากการมองเห็นปัญหาจริง เข้าใจบริบทของพื้นที่ และออกแบบวิธีแก้ที่เหมาะกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตลาดนำเพื่อสร้างรายได้ การใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ หรือการทำเทคโนโลยีให้ต้นทุนต่ำและเกษตรกรเข้าถึงได้ นอกจากนี้
กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งต่อยอดผลงานจากเวที DOAE Boost & Shoot ให้เกิดการนำไปใช้และขยายผลในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ผลงานจากคนหน้างานไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนเวทีประกวด แต่สามารถกลายเป็น ต้นแบบการทำงานที่สร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริงกับเกษตรกรและองค์กรต่อไป
