เปิดประสบการณ์ 11 เดือนเต็มๆ ของ “นุชา บุญมา” ฝึกงานทำการเกษตรประเทศญี่ปุ่นกับสิ่งได้มาที่สุดคุ้ม

“การทำเกษตรในญี่ปุ่นจะไม่มีการปลูกพืชชนิดเดียวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แต่ละเปลี่ยนพืช ปลูกใหม่ในแต่ละรอบปี อย่างเช่นครอบครัวที่เขาอยู่ ปีนี้ปลูกหอมญี่ปุ่น ปีต่อไปจะเปลี่ยนเป็นปลูกข้าวแทน หมุนเวียนอย่างนี้ทุกปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วยลดปัญหาโรคแมลงระบาด”

11 ปีเต็มๆในการฝึกงานด้านการเกษตรในแดนปลาดิบของ “นุชา บุญมา”ทายาทสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เมืองนครนายก จำกัด หนึ่งในตัวแทนยุวชนเกษตรไทยเข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรประเทศญี่ปุ่น รุ่น 36 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สะท้อนสิ่งที่ได้มา คือ “วิธีคิด ความขยันอดทน ความมีระเบียบวินัยที่เพิ่มขึ้น มีมุมที่รอบคอบมากขึ้น รู้จักวางแผนปลูกพืชระยะสั้น ระยะยาว บริหารเวลาช่วงไหนควรทำอะไร และปลูกอะไร”

“นุชา บุญมา” เจ้าของศูนย์เรียนรู้สวนมะเดื่อฝรั่งใน ต.สาลิกา อ.เมือง จ.นครนายก และ 1 ในยุวเกษตรกรไทยที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 36 บอกเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งมีโอกาสไปฝึกงานเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 11 เดือน ตามโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย และสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Agriculture Exchange Council : JAEC  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกหลานเกษตรกรบ้านนอกอย่างเขาจะมีโอกาสบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาประสบการณ์ด้านการเกษตรในต่างแดนอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมสุดด้านการเกษตร

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหนุ่มวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยบูรพา หลังจบออกมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการปลูกมะเดื่อฝรั่งขาย สร้างรายได้ระยะหนึ่ง ก็ได้รับแจ้งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก จำกัด ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครทายาทหรือลูกหลานเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 36 เป็นเวลา 1 ปี เขาไม่รีรอจึงสมัครเข้าร่วมโครงการฯทันที และในที่สุดก็สอบผ่านไปได้สมความตั้งใจ

หลังเดินทางถึงญี่ปุ่น ทางโครงการฯจัดให้อยู่กับครอบครัวเกษตรกรมีอาชีพปลูกผักตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่เมืองกุมมะ จ.ไซตามะ โดยครอบครัว มีสมาชิกอยู่ 4 คนพ่อแม่ ลูกชายและลูกสะใภ้ รวมกับตัวเองเป็น 5 คน แต่ละคนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลแปลงผักทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยพืชผักที่ปลูก 3 ชนิด ได้แก่ แตงกวาญี่ปุ่น ต้นหอมญี่ปุ่น และข้าวญี่ปุ่น มีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกเป็นแปลงอย่างชัดเจน แตงกว่าจะปลูกในโรงเรือน ส่วนต้มหอมและข้าวจะปลูกในแปลงกลางแจ้ง

วิถีชีวิตในแต่ละวัน  ตื่นเช้ามาก็ไปลงแปลงเก็บแตงกวาส่งให้กับทางสหกรณ์ในพื้นที่ จากนั้นช่วงบ่ายก็จะลงแปลงต้นหอม รดน้ำพรวนดินถอนหญ้า โดยผักแต่ละแปลงจะปลูกตามรอบ จึงทำให้เก็บเกี่ยวส่งตลาดทุกวัน

“คนญี่ปุ่นค่อนข้างซีเรียสเรื่องงาน ทำผิดพลาดจะโดนดุไม่เหมือนคนไทย แต่ที่ผมไปอยู่บ้านเขาค่อนข้างใจดี  ไม่เคยโดนดุ  เราก็ตั้งใจทำงานเต็มที่ ทำงานทุกวัน พักเป็นเวลา พักเช้ากินข้าว เที่ยงพักทานข้าวบ่ายทำงานต่อจนถึงทุ่มสองทุ่ม” นุชา กล่าว

เขา ยอมรับว่า ช่วงแรกปรับตัวพอสมควร ทั้งเรื่องงานและอาหารการกิน เนื่องจากคนญี่ปุ่นจะรับประทานอาหารรสจืดและเค็มเป็นหลัก ไม่มีรสเผ็ด รสแช่บเหมือนบ้านเรา แต่เมื่ออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน  ส่วนเรื่องงานช่วงแรกก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคนญี่ปุ่นขยัน อดทน มีวินัย เน้นการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตื่นเช้ามาเก็บแตงส่งสหกรณ์ ช่วงบ่ายทำต้นหอม  เก็บต้นหอมจากแปลงเข้าเครื่องตัดรากเสร็จแล้วนำมาเข้าเครื่องเป่าทำความสะอาดแล้วมาแพ็คลงกล่องส่งสหกรณ์เช่นกัน กลับมาก็ลงแปลงถอนหญ้าไถ่พรวนดินเพื่อปลูกในครอบต่อไป

“การทำเกษตรในญี่ปุ่นจะไม่มีการปลูกพืชชนิดเดียวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แต่ละเปลี่ยนพืช ปลูกใหม่ในแต่ละรอบปี อย่างเช่นครอบครัวที่เขาอยู่ ปีนี้ปลูกหอมญี่ปุ่น ปีต่อไปจะเปลี่ยนเป็นปลูกข้าวแทน หมุนเวียนอย่างนี้ทุกปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วยลดปัญหาโรคแมลงระบาด” เขา เล่า

ส่วนการนำเทคโนโลยีสมันใหม่มาใช้ในภาคการเกษตรนั้น เกษตรกรญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ครอบครัวที่เขาไปอยู่ทุกกระบวนการผลิตจะต้องมีนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเสริมเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือนแตงกวาหรือแปลงปลูกต้นหอม จะใช้เครื่องจักรไถพรวนดินหยอดหลุมปลูก เมื่อถึงเวลาฉีดพ่นยาป้องกันโรคและแมลง ก็จะใช้รถจักร พร้อมอุปกรณ์ฉีดพ่น จะไม่ใช้แรงงานคน เมื่อเก็บเกี่ยวก็จะมีรถเก็บเกี่ยวนำมาเข้าเครื่องคัดแยก ล้างทำความสะอาด ก่อนจะแพคบรรจุกล่องส่งลูกค้าต่อไป

นุชา บอกว่า ภาพในหัวก่อนไปญี่ปุ่นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% พอไปถึงคนละเรื่องเลย มีการใช้สารเคมีเหมือนกัน แต่การใช้ปุ๋ยใช้ยาของเขาจะเข้มงวดมาก ใช้ตามป้ายที่ระบุวันเวลาชัดเจน วันแรกที่ไปถึงเขาสอนให้ขับรถจักรฉีดพ่นยาในแปลงทันที

สำหรับช่องทางการตลาดของเกษตรกรญี่ปุ่นนั้น จะใช้สหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งการรับซื้อผลผลิตในราคารับประกัน พร้อมทั้งวางแผนการปลูกให้กับสมาชิก ในแต่ละรอบแต่ชะช่วงเวลา รวมถึงการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปลูก ซึ่งในเรื่องปลูกอะไร ทางสหกรณ์เขาจะจัดการวางแผนมาให้หมด รวมถึงการตลาด จังหวัดนี้โซนนี้ ต้องปลูกพืชชนิดนี้  ขึ้นอยู่กับจังหวัดไหนมีชื่อเสียงอะไร เขาก็จะปลูกพืชนั้นเป็นหลัก

“ที่่เมืองไซตามะที่ผมอยู่ ต้นหอมญี่ปุ่นเป็นพืชที่มีชื่อเสียงมาก อย่างเวลามีงานเกษตรที่ไซตามะทุกครั้ง ก็จะมีตัวมาสคอตต้นหอมญี่ปุ่น มาโชว์ทุกครั้ง” นายนุชา กล่าวและฝากถึงยุวชนเกษตรไทยรุ่นที่ 45 ที่จะเดินทางไปฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นในต้นปีหน้าว่า ถือเป็นอีกประสบการณ์งานเกษตรในต่างแดนที่หาได้ไม่ง่ายนัก จงเก็บเกี่ยวมันอย่างเต็มที่เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนางานเกษตรในบ้านเรา

ขณะที่สมาชิกสหกรณ์ฯและทายาทสนใจเข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตร ณ ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 45 ประจำปี 2570 สอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หรือ Facebook Fanpage : CPD Foreign Relations Group ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที 2 ตุลาคม 2569