
ไพฑูรย์ เก่งการช่าง
สทนช. ติดตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 69 กำชับทุกหน่วยงานจัดการสิ่งกีดขวางการระบายน้ำ และเตรียมรับมือเอลนีโญจะทวีความรุนแรงในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 นี้ ขณะที่สถานการณ์น้ำ ย้ำในช่วงฤดูฝนปี 2568 ได้กักเก็บน้ำเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำ ในปีนี้ ขอให้เตรียมรับมื ออย่างไม่ประมาท
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำ แห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุ มรายงานผลการดำเนิ นงานตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี 14 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า หน่วยงานต่าง ๆ ได้รายงานผลการดำเนิ นการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปตามแผน แม้ปัจจุบันประเทศไทยมีปริ มาณฝนสะสมเฉลี่ยต่ำกว่าค่าปกติ ร้อยละ 10 ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาน้ำ ท่วมขัง เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ และสิ่งก่อสร้างที่เป็นอุ ปสรรคต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ สทนช. จึงได้กำชับให้หน่ วยงานตรวจสอบงานก่อสร้าง ไม่ให้กีดขวางทางน้ำหรือช่ องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการระบายน้ำ ตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 พร้อมรายงานผลการดำเนินงานให้ สทนช. ทราบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า สภาวะเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลั งแรงมากในช่วงเดือนตุลาคม–ธั นวาคม 2569 ซึ่งอาจมีความรุนแรงมากกว่ าสภาวะเอลนีโญเมื่อปี 2558 ส่งผลให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตอนบนของประเทศ มีความเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงเพิ่ มมากขึ้น ก่อนที่สภาวะเอลนีโญจะเริ่มอ่ อนกำลังลง แต่คาดว่าจะยังคงสภาวะดังกล่ าวต่อไปจนถึงกลางปี 2570
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันปริมาณฝนที่ตกน้อยส่ งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ ลดลง แต่จากการที่หน่วยงานที่เกี่ ยวข้องได้เร่งกักเก็บน้ำต้นทุ นไว้ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปี 2568 ทำให้เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้ าพระยา 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่ อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 17,245 ล้านลูกบาศก์เมตร สูงกว่าปี 2558 ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 4,247 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงมั่นใจได้ว่าจะมีน้ำต้นทุ นเพียงพอสำหรับการบริหารจั ดการน้ำในปีนี้
ทั้งนี้จากการบูรณาการวางแผนบริหารจั ดการน้ำอย่างรอบคอบ คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง จะมีปริมาณน้ำใช้การ จำนวน 12,105 ล้านลูกบาศก์เมตร กระนั้นสภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุ นแรงและอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ดังนั้น จึงยังต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่ างไม่ประมาท โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน

“ขอเน้นย้ำว่า ให้เกษตรกรติดตามข้ อมูลข่าวสารและเพาะปลูกตามแผนที่ หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่ งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายต่ อผลผลิต รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่ วนร่วมกันประหยัดน้ำและใช้น้ำ อย่างรู้คุณค่า โดย สทนช. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุ กหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำรองรั บสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนในทุกพื้ นที่ให้ได้มากที่สุด” นายไพฑูรย์ กล่าว
