
ทีมนักวิจัยคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ริเริ่มโรงการทดลองเลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติก ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ครั้งแรกของประเทศไทย ยอมรับว่าเป็นโจทย์ยากของประเทศเขตร้อน เพราะต้องทำให้น้ำเย็น 10 องศา ต้องใช้ค่าไฟมหาศาล และยังไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์หรือไม่
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 รศ. ดร.วราห์ เทพาหุดี ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามักมีคำถามส่งตรงถึงนักวิจัยทางด้านประมงอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมประเทศไทยไม่เลี้ยงปลาที่มีมูลค่าสูงอย่างแซลมอน?” ซึ่งหากปล่อยผ่านไปก็จะเป็นความค้างคาใจของคนในวงการวิจัย แต่การเลี้ยงการเลี้ยงอาจจะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่รู้ แต่ต้องเริ่มต้น ถ้าเราไม่เริ่มต้นตรงนี้ ตรงท้ายๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ซึ่งการทดลองครั้งแรกนี้เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยไข่ปลาเพียง 20,000 ฟอง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก เนื่องจากระบบทดลองยังมีขนาดเล็ก และเมื่อปลาเติบโตขึ้น จำเป็นต้องลดความหนาแน่นในการเลี้ยงลง โดยคาดว่าสุดท้ายอาจเหลือปลาเพียงต่ำกว่า 5,000 ตัวเท่านั้น

ล่าสุดได้รับข่าวดีว่า อัตราการฟักสำเร็จสูงถึง 99% ปัจจุบันลูกปลาอยู่ในระยะ “อลีวิน” (Alevin) หรือระยะที่มีถุงไข่แดงติดตัว ซึ่งพึ่งพาพลังงานจากถุงไข่แดงโดยยังไม่กินอาหาร คาดว่าภายใน 1 เดือนหลังจากนี้เมื่อถุงไข่แดงยุบลง ทีมวิจัยจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการให้อาหารและติดตามการเติบโตในระยะเวลา 1 ปี โดยตั้งเป้าหมายน้ำหนักเฉลี่ยไว้ที่ 100–300 กรัม
กางแผนรับมือ “จุดอ่อน” เรื่องต้นทุน และข้อกฎหมายสุดเข้มงวด

แม้จะฟักสำเร็จเกือบ 100% แต่หนทางสู่อนาคตยังคงมีโจทย์หินที่ทีมวิจัยต้องเผชิญ:
• ค่าไฟมหาศาล: เนื่องจากปลาแซลมอนต้องการน้ำจืดที่เย็นจัดประมาณ 10 องศาเซลเซียส ทีมวิจัยจึงต้องใช้เครื่องทำความเย็น (Chiller) อัดความเย็นตลอดเวลา ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญเรื่องต้นทุน แต่อนาคตเล็งเห็นโอกาสในการนำ “พลังงานความเย็นเหลือทิ้งจาก LNG” เข้ามาช่วยเสริม
• อาหารสูตรประยุกต์: เนื่องจากเป็นการทดลองขนาดเล็ก โรงงานต่างประเทศจึงไม่มีการขายอาหารแซลมอนสูตรสำเร็จให้ ทีมวิจัยจึงต้องโชว์กึ๋นด้วยการนำอาหารกุ้งขนาดเล็กมาปดละเอียด อาหารกบ และลูกอาร์ทีเมียฟัก มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับที่เคยประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาเทราต์ (Trout) ซึ่งอยู่สายตระกูลเดียวกัน

• กฎหมายควบคุมเข้มงวด: แซลมอนถือเป็นปลาต่างถิ่น (Alien Species) เช่นเดียวกับกลุ่มปลาหมอคางดำ โครงการนี้จึงต้องผ่านการขออนุญาตจากกรมประมงและคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด ซึ่งกฎหมายระบุชัดเจนว่า หากสิ้นสุดโครงการวิจัยแล้วไม่มีการต่อยอด ทีมวิจัยจะต้องทำลายปลาทั้งหมดทันที เพื่อป้องกันการหลุดรอดสู่ธรรมชาติ 100%
แซลมอน VS เทราต์: อนาคตทดแทนการนำเข้า?
ในแง่ของตลาดเชิงพาณิชย์ แซลมอนที่บริโภคทั่วไปต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 3 ปีครึ่งเพื่อให้ได้ขนาด 3-4 กิโลกรัม และต้องย้ายไปโตในน้ำเค็ม (ทะเล) ซึ่งโครงการนี้เป็นเพียงเฟสแรกในน้ำจืด อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่านี่คือการเริ่มต้นเพื่อเรียนรู้อุปสรรค หากสำเร็จอาจนำไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์แซลมอนที่ทนน้ำอุ่นได้ในอนาคต หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยลดการนำเข้าได้บางส่วน

นอกจากนี้ยังให้เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า ปลาแซลมอนและปลาเทราต์มีวงชีวิตและเนื้อที่คล้ายกันมาก ในมุมของเชฟเมื่อนำเนื้อมาปรุงอาหารแล้วแทบแยกไม่ออก ส่วนสีสันที่ส้มสดใสก็เกิดจากการใส่สารเร่งสีในอาหารช่วงท้ายของการเลี้ยงเหมือนกัน จนปัจจุบันในห้างสรรพสินค้าบางแห่งเริ่มมีการวางจำหน่ายปลาเทราต์ในชื่อ “เนื้อปลาเทราต์แซลมอน” แล้ว
การทดลองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเลี้ยงปลา แต่คือการปักหมุดไมล์สโตนสำคัญของนวัตกรรมการประมงไทย ว่าจะสามารถเปลี่ยน “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ให้ “เป็นไปได้” ได้ดีแค่ไหนในอนาคต!
