
NIA ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และองค์ภาคการเกษตร ตอกย้ำความสำเร็จ “AgTech Connext 2026: Demo Day” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “เกษตรกร-สตาร์ตอัป-ภาครัฐ-ภาคีเครือข่าย” ที่เชื่อมนวัตกรรมสตาร์ตอัปสู่แปลงเกษตรจริงของ 10 กลุ่มเกษตรกรต้นแบบใน 10 จังหวัด ที่ปลูกข้าวและทุเรียน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางต่อยอดสู่การยกระดับการผลิต
วันที่ 21 กันยายน 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดกิจกรรมโชว์ผลงานนวัตกรรมของสตาร์ตอัปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในแปลงเกษตรจริงภายในงาน “AgTech Connext 2026: Demo Day”
โดยเป็นการถ่ายทอดผลลัพธ์จากการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรไปทดลองใช้ในพื้นที่จริงจาก 10 กลุ่มเกษตรกรต้นแบบผู้ปลูกข้าวและทุเรียน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางต่อยอดสู่การยกระดับการผลิต ทั้งนี้ ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปด้านการเกษตรสู่การประยุกต์ใช้จริงของเกษตรกรไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “เกษตรกร – สตาร์ตอัป – ภาครัฐ – ภาคีเครือข่าย” เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมได้เข้าไปตอบโจทย์ปัญหาการเกษตรในพื้นที่จริง และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า AgTech Connext 2026 เป็นอีกกลไกหนึ่งของ NIA ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร โดยปีนี้ NIA เปิดรับสมัครและคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรจำนวน 70 กลุ่ม จาก 10 จังหวัด เพื่อเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ ทดลอง และประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยพื้นที่นำร่องครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์
กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด และภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราช เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ทดลองนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ซึ่งหัวใจสำคัญของ AgTech Connext 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตร แต่คือการสร้างกระบวนการที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ “เรียนรู้ ทดลอง และเลือกใช้” นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของตนเองได้อย่างแท้จริง พร้อมนำประสบการณ์จากการใช้งานจริงมาร่วมแลกเปลี่ยนและต่อยอดกับสตาร์ตอัปและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในแปลงเกษตร และต่อยอดสู่การยกระดับภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน
สตาร์ตอัปจากโครงการ AgTech Connext 2026 ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้จริงในกระบวนการเพาะปลูกข้าวและทุเรียนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ ปัจจัยการผลิต การเตรียมดิน การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันโรคและศัตรูพืช การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ตลอดจนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับภาคการเกษตรไทย สู่การเป็น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยในปีนี้มี 14 สตาร์ตอัปที่ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ได้แก่

กลุ่มปัจจัยการผลิตและการเตรียมดิน ที่ช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มความสมบูรณ์ของดิน ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิต
1. ซอยล์เอกเซล : จุลินทรีย์เร่งย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน สนับสนุนการแตกราก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช, 2. ปาร์ตี้ ไรซ์: ข้าวหอมนางจากเทคโนโลยีลำแสงไอออน เพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มผลผลิตการบริหารจัดการน้ำ ใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการน้ำเพื่อการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
3. เอสเอพี : โพลิเมอร์กักเก็บความชื้นในดินเพื่อการเกษตร, 4. เมอร์ลิเนียม ฟาร์ม: ยกระดับสู่ฟาร์มยุค AI ใน 5 นาที ด้วยระบบไร้สายพลังงานแสงอาทิตย์ เซ็นเซอร์ กล้อง และ Agentic AI,5. ฟาร์มคอนเน็ค เอเซีย : เซ็นเซอร์วัดสภาพอากาศและดิน พร้อมระบบประมวลผลร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มผลผลิตป้องกันโรคและศัตรูพืช มุ่งสู่การทำเกษตรแบบแม่นยำและยั่งยืน การป้องกันโรคและศัตรูพืช: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อลดการใช้สารเคมี เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ในดิน
6. ไตรโคเดอร์มา ไฟฝ์พลัส: รวมพลังชีวภาพในหนึ่งเดียว ผสานจุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช พร้อมธาตุอาหารและสารเสริมประสิทธิภาพ เพื่อการดูแลพืชอย่างครบวงจร,7. ไบโอทรี: หัวเชื้อจุลินทรีย์คัดสรรเฉพาะพื้นที่ยกระดับศักยภาพด้วยลำแสงไอออน ป้องกันโรคได้อย่างเฉพาะเจาะจง,8. ไบโอม: จุลินทรีย์คึกคักกำจัดสารพิษตกค้างในดิน และชีวภัณฑ์ป้องกันโรคเหี่ยวเขียว
9. โมริน่า โซลูชั่น : น้ำตาลทางด่วน Syn-Saccharide ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงและลดความเสี่ยงจากโรคพืช
กลุ่มเกษตรดิจิทัล นำเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการและพัฒนาการเกษตร,10. อีซีไรซ์: ระบบ AI ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารเเละสายพันธุ์ข้าวเปลือกด้วยปัญญาประดิษฐ์,11. ลิสเซินฟิลด์: วิเคราะห์ข้อมูลแปลงนาและคุณภาพดินด้วย AI เพื่อวางแผนการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ,12. ดูเรียน เอไอ: เครื่องคัดแยกเกรดทุเรียนแบบอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยี AI และภาพถ่าย 3 มิติ เทคโนโลยีจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยรักษาคุณภาพ ลดการสูญเสีย และยืดอายุผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว
13. ไทเกอร์ ไพรด์: ระบบกำจัดมอดและไข่มอดในข้าวสารและธัญพืชทุกชนิดแบบไหลต่อเนื่องโดยไม่ใช้สารเคมี
กลุ่มเทคโนโลยีเกษตรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับผลผลิต,14. อินเซ็กโต้: กับดักแมลงพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการใช้สารเคมีในแปลงนา,และ15. วาริชธ์: เปลี่ยนข้าวและทุเรียนเป็นขนมทานเล่นมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรม แทนการสูญเสีย พร้อมต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

เสกสรรค์ จันทร์ขวาง
ด้านนายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวเพิ่ม
เติมว่า ธ.ก.ส. ในฐานะธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพเกษตรกรและภาคการเกษตรอย่างครบวงจร โดยมุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดย AgTech Connext ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปเข้าสู่พื้นที่การเกษตร เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ทดลองและเรียนรู้เทคโนโลยีจากการใช้งานจริง ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด
ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. จึงสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาคการเกษตร ทั้งด้านองค์ความรู้ เครือข่าย และกลไกสนับสนุนทางการเงิน เพื่อให้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสามารถขยายผลและเข้าถึงเกษตรกรได้มากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจาก ‘นวัตกรรม’ สู่ ‘การใช้ประโยชน์จริง’ และร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ชุมชน และภาคการเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

รัชกฤต สงวนชีวิน
ส่วนนายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของตลาด และข้อจำกัดด้านแรงงาน ดังนั้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่เกษตรกร
ขณะเดียวกัน ‘คน’ ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง โดยเกษตรกรต้องพร้อมเปิดรับ เรียนรู้ ทดลอง และปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ภายใต้โครงการ AgTech Connext 2026 ได้สนับสนุน K-iField Application เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการจัดการแปลงเกษตรและการเก็บข้อมูลการเพาะปลูก รวมถึงระบบน้ำชุดปั๊มหอยโข่งโซลาร์เซลล์ เพื่อมอบเป็นรางวัล Popular Vote สำหรับกลุ่มเกษตรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์และสามารถนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างโอกาสในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ภายในงาน AgTech Connext 2026: Demo Day ยังมีกิจกรรม มอบรางวัลแก่กลุ่มเกษตรกร ที่มีความโดดเด่น สามารถนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวและทุเรียน เพื่อสื่อสารให้เกิดการรับรู้ขยายผลการใช้งานเพิ่มากขึ้น โดยได้รับเงินรางวัลสนับสนุนจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และของรางวัลจาก บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด

ทั้งนี้ ผลการตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน แบ่งรางวัลชนะเลิศออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้แก่ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านบึงม่วง จังหวัดชัยนาท และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทุเรียนวัน จังหวัดจันทบุรี โดยทั้ง 2 ทีมจะได้รับเงินรางวัลทีมละ 12,000 บาท
โครงการ AgTech Connext 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นของ NIA ในการทำหน้าที่เป็น “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกษตรกรเข้าถึงและเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมสร้างโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวให้สอดรับกับบริบทของภาคการเกษตรยุคใหม่
ผลการดำเนินงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้มากกว่าร้อยละ 10 นับเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในภาคการเกษตร พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ และยกระดับ เกษตรไทยสู่ความเข้มแข็ง แข่งขันได้ และยั่งยืน
