ก.เกษตรฯ ชู “วิทยาศาสตร์คู่เกษตร” วาง 4 กรอบสกัดโรคใบร่วงยางพารา

กระทรวงเกษตรฯ เรียกคณะกรรมการบริหารจัดการโรคและยกระดับมาตรฐานผลผลิตยางพาราถกด่วน หาแนวสกัดโรคใบร่วงยางพารา (ใบจุดกลม)  มติเห็นพ้อง ชู “วิทยาศาสตร์คู่เกษตร” พร้อมวาง 4 กรอบสกัดการแพร่ระบาด ให้เชื่อมงานวิจัย ยกระดับมาตรฐาน–เพิ่มมูลค่ายางพาราด้วย

วันที่ 16 กันยายน 2569  นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการโรคและยกระดับมาตรฐานผลผลิตยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อกำหนดกรอบบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ หรือโรคใบจุดกลมในยางพารา ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าผลผลิตและผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับการทำงานภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

พงศ์ไท ไทโยธิน

นายพงศ์ไท กล่าวว่า ตามที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงยางพารา และผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภาคเอกชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อเป็นกลไกกลางในการบริหารจัดการโรคยางพารา ยกระดับมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้วางกรอบดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1. การเฝ้าระวัง โดยนำผลวิจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดและการระบาดของโรค มากำหนดเป็นตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์ สู่การพัฒนาเครื่องมือตรวจวัด พร้อมใช้เครือข่ายการยางแห่งประเทศไทยทั่วประเทศรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง เพื่อประเมินความเสี่ยงและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้สามารถคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงก่อนการระบาดประมาณ 2–3 เดือน

2. การป้องกัน โดยจัดทำคู่มือดูแลต้นยางให้แข็งแรง ครอบคลุมการจัดการแปลงและสภาพแวดล้อม การใช้สารป้องกันโรคอย่างถูกวิธี การควบคุมการเคลื่อนย้ายกล้ายางปลอดโรค และการยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน

3. การรักษา โดยนำชีวภัณฑ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบประสิทธิผลมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ พร้อมมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

4. การฟื้นฟู โดยเร่งกำหนดแนวทางดูแลต้นยางและฟื้นฟูสวนยางภายหลังการระบาด รวมถึงพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและกลไกงบประมาณที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน หากประเด็นใดยังไม่มีองค์ความรู้หรือเครื่องมือรองรับเพียงพอ จะกำหนดเป็นหัวข้อวิจัยเพิ่มเติม เพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนาวิธีฟื้นฟูสวนยางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568–31 สิงหาคม 2569 พบพื้นที่สวนยางเกิดโรคใบร่วงยางพารา (ใบจุดกลม) รวม 919,529.89 ไร่ โดยอยู่ในภาคใต้ตอนล่าง 905,331 ไร่ หรือร้อยละ 98.46 ของพื้นที่ระบาดทั้งหมด ขณะที่เดือนสิงหาคม 2569 พบการระบาดในพื้นที่ใหม่ของจังหวัดเพชรบูรณ์และศรีสะเกษ จึงจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูล งานวิจัย และการปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานและเกษตรกรสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคและอาการผิดปกติของยางพารา และการเฝ้าระวังเตือนภัย ด้านวิจัยและนวัตกรรม และคณะอนุกรรมการยกระดับมาตรฐานผลผลิตและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเร่งจัดทำข้อเสนอในประเด็นเร่งด่วน และสนับสนุนการกำหนดมาตรการตั้งแต่การบริหารจัดการโรค การยกระดับมาตรฐาน ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและผลิตภัณฑ์ยางพาราให้เกิดผลในทางปฏิบัติ