“อธิบดีนิรันดร์” เล็งก็อบปี้ระบบสหกรณ์ญี่ปุ่นมาใช้ในไทยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ “นิรันดร์ มูลธิดา” เล็งถอดแบบสหกรณ์ญี่ปุ่นมาทดลองใช้กับสหกรณ์ไทยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ผนึก CDC ควบคู่ร้านค้าสหกรณ์วางจำหน่ายสินค้าสมาชิกทั้งในและต่างประเทศ อย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อสู่ความมั่นคงยั่งยืนของเกษตรกรสมาชิก คาดเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังการนำคณะผู้บริหารฯเดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามผลการฝึกงานของเยาวชนเกษตรไทยในโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทย ประจำปี 2569 ที่ จ.ไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หวังนำประสบการณ์มาปรับใช้ในภาคการเกษตรไทย พร้อมกันนี้ยังได้เข้าเยี่ยมชมขั้นตอนการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรประเทศญี่ปุ่น ในจ.ไซตามะ ซึ่งดำเนินธุรกิจตั้งแต่เศรษฐกิจระดับฐานรากจนถึงการนำเข้าส่งออกต่างประเทศปัจจุบันประเทศไทยก็มีสินค้าสหกรณ์เกรดพรีเมี่ยมที่หลากหลาย พร้อมส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

“จริง ๆ เราก็มองอนาคต เรามีสินค้าหลากหลายที่จะเสนอให้ทางญี่ปุ่นพิจารณาสินค้าสหกรณ์ไทย ซึ่งทางญี่ปุ่นค่อนข้างที่จะตอบรับมาดี แต่ติดที่เรื่องคุณภาพและปริมาณที่มีไม่มากพอ เราจำเป็นต้องพัฒนาให้ตรงตามสเปคที่ญี่ปุ่นต้องการ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่เราไปพูดคุย คิดว่าคราวหน้าเราจะเอาเรื่องนี้มาพูดคุยกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ส่งเยาวชนเกษตรไทยไปฝึกงานเพียงอย่างเดียว แต่เราสนใจที่จะส่งสินค้าของสหกรณ์เราไปญี่ปุ่นด้วย” นายนิรันดร์ กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีสินค้าบางรายการที่ส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นอยู่แล้ว อย่างเช่น กล้วยหอมทองของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี ซึ่งทางญี่ปุ่นมีโควตาให้กับประเทศไทยอยู่ที่ 10,000 ตันต่อปี แต่เราส่งไปได้แค่ 2-3 พันตันเท่านั้น เนื่องจากผลผลิตของเราบริโภคภายในประเทศค่อนข้างมาก จึงต้องดูความพร้อมของเราด้วย เพราะญี่ปุ่นมีมาตรฐานทั้งในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการไม่เฉพาะกล้วยหอมทอง โดยการซื้อขายญี่ปุ่นใช้ระบบสหกรณ์เป็นหลัก ในอนาคตอาจจะทำในเรื่องของการซื้อขายล่วงหน้ากับญี่ปุ่นด้วย  ซึ่งมองดูว่า ไทยมีผลไม้อะไรจะส่งออกให้กับทางญี่ปุ่นได้บ้าง ในเบื้องต้นเริ่มที่สหกรณ์ที่มีศักยภาพก่อน

ทั้งนี้ศูนย์กระจายสินค้าของของญี่ปุ่น นอกจากใช้เป็นที่รวบรวม แปรรูปและแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันแล้ว ยังมีซูเปอร์มาร์เก็ตรวมอยู่ด้วยในที่เดียวกัน ที่น่าสนใจคือสมาชิกสามารถนำสินค้าของตัวเองเข้ามาวางขายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ได้เลย โดยตอนเช้าสมาชิกเอาสินค้าไปส่งแล้วดูสินค้าของตัวเองว่าหมดหรือยัง เน่าเสียหรือไม่ หรือถ้าขายหมดก็จะนำของใหม่ไปววางเพิ่ม และสินค้าทุกชั้นเจ้าของจะต้องทำบาร์โค้ตเองติดไว้กับตัวสินค้า แล้วก็สามารถกำหนดราคาขายเองได้ โดยทางสหกรณ์จะกำหนดราคากลางไว้ห้ามขายถูกกว่านั้น ทั้งนี้ถ้าสินค้าตัวไหนวางในซูเปอร์มาเก็ตได้จะต้องผ่านการตรวจในเรื่องความปลอดภัย แหล่งผลิตจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP อันนี้คือสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับสมาชิกสหกรณ์ญี่ปุ่นที่เราเตรียมจะนำมาใช้เป็นโมเดลต้นแบบ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2571

สำหรับสหกรณ์ในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีมากกว่า 9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ใน 2 ประเภทหลัก ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรแห่งญี่ปุ่น(JA Group-Japan Agricultural Cooperatives) ที่คุมห่วงโซ่อุปทานเกษตร  ครอบคลุมเกษตรกรในประเทศเกือบ 100% ซึ่งสหกรณ์ประเภทนี้ ทำหน้าที่จัดหาปัจจัยการผลิตเช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกลการเกษตรไปจนถึงการรวบรวม การแปรรูปและการกระจายสินค้า โดยเฉพาะข้าวส่งตรงถึงผู้บริโภค

ส่วนอีกประเภทได้แก่ สหกรณ์ผู้บริโภค(JCCU-Japanese Consumers Cooperative Union) ซึ่งมีบาทบาทอย่างมากต่อการบริโภคภายในประเทศ มีฐานสมาชิกขนาดใหญ่ครอบคลุมมากกว่า 30 ล้านครัวเรือน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรญี่ปุ่น โดยดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าแบรนด์ตัวเองและมีระบบโลจิสติกจัดส่งสินค้าถึงบ้านลูกค้าในราคาที่เป็นธรรม โดยสหกรณ์ทั้งสองประเภทมีระบบที่ความเชื่อมโยงกัน