
“ทำทุกอย่างที่ทำให้ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โดยเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว มีไข่ให้ทานทุกวัน เหลือก็เอาไปขายที่ทำการกลุ่ม ทำแปลงปลูกผัก มีผักบุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา พืชสมุนไพร พริก มะเขือ ข่า ตระไคร้ใบมะกรูดมีครบ แล้วก็เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เราจะมีรายได้จากส่วนนี้เกือบทุกวัน เสริมรายได้จากทำสวนยาง”
ย้อนไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เมื่องครั้งมรี่ีเกิดวิกฤตปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ “ประยงค์ รณรงค์” ปราชญ์ของแผ่นดินวัย 89 ปี มองว่า ราคายางพาราที่ตกต่ำเกิดมาจากพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดราคา จึงรวบรวมชาวสวนยางใน ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีฯ ตั้งกลุ่มขึ้นมาในนาม “กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง” เป้าหมายสร้างอำนาจต่อรอง พร้อมกับการพัฒนาผลผลิตจากที่เคยขายน้ำยางสด ยางแผ่นดิบมาแปรรูปทำเป็นยางแผ่นร่มควันที่ได้ราคาดีกว่า และส่งเสริมให้สมาชิกประกอบอาชีพเสริมตามความถนัดทั้งผลิตพริกแกง เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา และปลูกพืชแซม จนวันที่ทำให้กลุ่มได้รางวัลมากมาย และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ประยงค์ รณรงค์
ประยงค์ รณรงค์ ผู้ก่อตั้ง“กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง” เล่าว่า เมื่อก่อนผลผลิตยางไม่ได้คุณภาพ มาตรฐานไม่มี เพราะเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้พ่อค้าอ้างเหตุกดราคา ยิ่งต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ไม่ว่าจะทำยางดีมีคุณภาพแค่ไหนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง จึงมีแนวคิดการรวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อจะได้ทำยางมาตรฐานเดียวกัน แล้วก็มีพลังอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้ และกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง ถือเป็นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มแรก ๆ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อสร้างพลังต่อรองหลังจากต่อสู้เพื่อชาวสวนยางมานานหลายปี จากความสำเร็จที่ตั้งใจ จึงได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและนานาชาติ อาทิ รางวัลแมกไซไซสาขาพัฒนาชุมชนปี 2547 รางวัลปราชญ์ของแผ่น ปี 2551 ก่อนจะวางมือเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สานงานต่อ
หลังจากที่ ประยงค์ วางมือ “สมศักดิ์ พุฒิวณิช” รับช่วงต่อในฐานะประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง เขาจึงสานต่อนโยบายการทำงานตามแนวทางของประธานคนเดิม ทั้งในเรื่องการทำยางคุณภาพ การส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิกตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่งให้สมาชิกกว่า 800 ราย มีอาชีพเสริมมีรายได้ที่มั่นคงไม่หวังพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว ล่าสุดได้รับพระราชทานรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2569 ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำสวน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเข้าประกวด

หนึ่งในการพัฒนาคุณภาพยางนั้น คือการทำยางแผ่นร่มควัน ซึ่ง สมศักดิ์ กล่าวถึงขั้นตอนการทำอย่างง่ายๆ โดยเริ่มจากรับน้ำยางสดจากสมาชิกที่จุดรับน้ำยาง จากนั้นจะชั่งน้ำหนักวัดเปอร์เซ็นต์น้ำยาง แล้วนำมาใส่ตะกงที่เตรียมไว้ แล้วใส่น้ำกรดลงไปรอให้ยางจับตัวเป็นก้อน แล้วแกะก้อนยางออกจากตะกง นำไปเข้าเครื่องรีดแผ่น ก่อนจะนำไปผึ่งแดดเพื่อให้น้ำในแผ่นยางลดลง เพื่อประหยัดเวลาการอบแห้ง ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน ก่อนเข้าเครื่องอบ เสร็จแล้วมาคัดคุณภาพก่อนนำไปสำรองที่โกดังเก็บสินค้าเพื่อรอจำหน่ายต่อไปที่ตลาดกลางยางพาราคลองจันดี ซึ่งเป็นตลาดกลางยางพาราตอนกลางของภาคใต้ ปริมาณยางสูงสุดที่ทางกลุ่มผลิตได้ประมาณ 10,000 – 15,000 กิโลกรัมต่อวัน
ในส่วนของการส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้แก่สมาชิกตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มทำเครื่องแกงขายออนไลน์ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ไข่ หรือขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน และสามารถสร้างรายเพิ่มจากการจำหน่ายได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

ด้าน เชาวฤทธิ์ บุญญานุกูลกิจ สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง บอกว่า ตอนนี้นอกจากมีรายได้จากอาชีพทำสวนยางพาราแล้วยังมีอาชีพเสริมทำหลายอย่าง ทั้งเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ และเลี้ยงปลาดุก ซึ่งผลผลิตที่ได้นอกจากบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดในหมู่บ้านเพื่อเป็นรายได้เสริมด้วย
“ทำทุกอย่างที่ทำให้ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โดยเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว มีไข่ให้ทานทุกวัน เหลือก็เอาไปขายที่ทำการกลุ่ม ทำแปลงปลูกผัก มีผักบุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา พืชสมุนไพร พริก มะเขือ ข่า ตระไคร้ใบมะกรูดมีครบ แล้วก็เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เราจะมีรายได้จากส่วนนี้เกือบทุกวัน เสริมรายได้จากทำสวนยาง” เขา กล่าว

ส่วน ศิวกร ศรีภักดี สหกรณ์จังหวัด (สกจ.) นครศรีธรรมราช กล่าวถึงจุดเด่นกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียงว่า เป็นกลุ่มที่สมาชิกมีความเข้มแข็งมาก ทำให้การขับเคลื่อนงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทางกลุ่มเน้นให้สมาชิกยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประกอบอาชีพ ทำให้สมาชิกมีรายได้จากหลายทาง ไม่หวังพึ่งรายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว
“กลุ่มที่นี่มีผู้นำที่เข้มแข็งมาก สมาชิกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี การขับเคลื่อนอะไรต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ง่าย” สหกรณ์จังหวัด (สกจ.) นครศรีธรรมราช กล่าว

กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง นับเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนกลุ่มโดยสมาชิก ที่นำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นธงนำ ไม่หวังพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียวในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่ความยั่งยืน
