
“สุริยะ” ชูแนวคิด “อารยเกษตร” ในพื้นที่สวนยาง ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15,290 บาท/ไร่/ปี พร้อมกำชับต้องสามารถดำเนินการด้านความพร้อมเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งที่มาของสินค้าจากยางพาราตามที่ EUDR กำหนด และรักษาตลาดส่งออกยางพาราของโลก
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองช้าง จำกัด ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา พร้อมมอบนโยบายในเรื่องการยกระดับรายได้ชาวสวนยางโดยการทำสวนยางอารยเกษตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย”
ทั้งนี้คำว่า อารยเกษตรคือ วิธีทำ เป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการขับเคลื่อนและผลักดันการทำสวนยางแบบอารยเกษตรมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปลูกยางพารา ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยปรับรูปแบบการทำสวนยางจากการปลูกยางเชิงเดี่ยวที่พึ่งพารายได้จากผลผลิตยางเพียงอย่างเดียว สู่การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ผ่านการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

ระบบนี้จะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญที่เกษตรกรจะได้รับคือ ความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง ซึ่งปัจจุบันจากการเริ่มนำร่องและขับเคลื่อนโครงการ มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยนำพื้นที่สวนยาง ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเปิดกรีด และหลังเปิดกรีดที่จะเป็นพืชร่วม พืชแซม หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ ในพื้นที่ว่างเปล่าที่เกื้อกูลกับสวนยางให้สามารถเกิดรายได้เพิ่มขึ้น เข้าร่วมโครงการอารยเกษตรกว่า 75,000 ไร่
สะท้อนถึงการตอบรับและความพร้อมของเกษตรกรในการต่อยอดพื้นที่สวนยางสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พร้อมขับเคลื่อนการทำสวนยางของประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลยางพาราทั้งระบบครบวงจร จะรักษาเสถียรภาพทางราคา โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15,290 บาท/ไร่/ปี
ขณะเดียวกัน ทิศทางการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ยังมาพร้อมกับความท้าทายในเวทีตลาดโลก นั่นคือ กฎหมาย EUDR ซึ่งยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และเป็น 1 ใน 7 ชนิดสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะนำเข้าสหภาพยุโรป จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากยางพาราได้ ซึ่ง ณ วันนี้ จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบของประเทศไทย คือ คณะกรรมาธิการยุโรป จัดไทยอยู่กลุ่ม “Low-Risk” ที่เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (จากทั้งหมด 3 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งหมด 140 ประเทศทั่วโลกในกลุ่มนี้

ทำให้สินค้ายางไทยถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป เพียง 1% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาให้ผู้นำเข้าโดยตรง ซึ่งปัจจุบันไทยครองส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติใน EU เฉลี่ย 20.3% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – 2568) มูลค่าส่งออกปี 2568 ประมาณ 1,800 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้น การยางแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินการด้านความพร้อมเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบย้อนกลับ หรือแหล่งที่มาของสินค้าจากยางพาราได้ ซึ่ง กยท. มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร/สวนยางแล้วกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่ของประเทศประมาณกว่า 15.5 ล้านไร่ โดยระบบทะเบียนมีการเก็บพิกัดภูมิศาสตร์แปลง (geolocation) อายุและพันธุ์ยาง
รวมถึงข้อมูลผลผลิต เพื่อพิสูจน์ว่าผลผลิตไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าตามที่ EUDR กำหนด และมีแพลตฟอร์มซื้อขาย TRT (Thai Rubber Trade) ผ่านตลาดกลางยางพารา 8 แห่ง และเครือข่ายตลาดกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบกิจการยางที่พร้อมจำหน่ายสินค้า EUDR ประมาณ 637 แห่งทั่วประเทศ เพื่อออกเอกสารรับรองแหล่งที่มา

อีกทั้งยังมีมาตรฐานของการบริหารจัดการสินค้ายางพาราให้ได้รับการรับรอง Thai Rubber Traceability ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย EUDR เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง เป็นสหกรณ์ยางที่รวมกลุ่มเกษตรกรได้จริง มีศักยภาพและเป็นต้นแบบให้สหกรณ์อื่นในภาคใต้ที่มิใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบยางพาราที่สามารถแปรรูปเป็นขั้นกลาง หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสหกรณ์แรกของจังหวัดสงขลา และเขตภาคใต้ตอนล่าง ที่สามารถยกระดับคุณภาพ มาตรฐานของการบริหารจัดการสินค้ายางพาราให้ได้รับการรับรอง Thai Rubber Traceability อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการประเด็นความครบถ้วนของฐานข้อมูล ซึ่งยังเป็นงานที่ต้องเร่งทำและทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน และเพิ่มมูลค่า สามารถสร้างรายได้สู่ประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
