
ท่ามกลางวิกฤติราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิตที่ผันผวนต่อเนื่อง ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 6 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม เกษตรกรสวนผลไม้เศรษฐกิจในภาคตะวันออกผู้ปลูกทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งต้องใช้ปุ๋ยและสารปรับปรุงดินจำนวนมากในแต่ละรอบการผลิต สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา เร่งพัฒนา “ปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศ“ เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ในระดับชุมชน
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ( ARDA) กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรสวนผลไม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ ARDA จึงได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาผลักดัน “โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศต้นแบบสำหรับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน” โดยมีนายสรรศุภร วิชพันธุ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ
โครงการนี้ไม่เพียงแต่ตั้งเป้าหมายผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง “โมเดลลดต้นทุนและเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ เช่น เศษพืช ใบไม้ มูลสัตว์ และก้อนเชื้อเห็ดเก่าจุดเด่นของเทคโนโลยีปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศ คือ การลดระยะเวลาการผลิตจาก 6 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน ลดค่าแรงในการกลับกองปุ๋ยที่มีต้นทุนสูงกว่า 3,000–6,000 บาทต่อรอบการผลิต พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศของกรมวิชาการเกษตร

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล
ผลจากการดำเนินงานพบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 30 ราย สามารถลดต้นทุนด้านปุ๋ยและสารปรับปรุงดินได้มากกว่าร้อยละ 40 จากเดิมที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีจากภายนอก ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงและเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา ขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องยังส่งผลให้ดินเสื่อมคุณภาพและมีอินทรียวัตถุต่ำ แต่เมื่อเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองจากวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ได้ จึงช่วยลดต้นทุนเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ฟื้นฟูโครงสร้างดิน และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้โครงการวิจัยฯ ได้พัฒนาศูนย์เรียนรู้สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยปัจจุบันมีผู้สนใจนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตร จำนวน 19 กลุ่ม รวมกว่า 380 คน และบางกลุ่มเริ่มมีการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจฐานรากได้จริง
ด้านนายสรรศุภร วิชพันธุ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า ทางโครงการได้พัฒนาโรงเรือนผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศต้นแบบขนาด 300 ตารางเมตร ภายในพื้นที่โครงการพัฒนาที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยพัฒนาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบ 3 สูตร จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่หาได้ง่ายในชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามทรัพยากรที่มีในแต่ละพื้นที่และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไม้ผลเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยแต่ละสูตรมีจุดเด่นแตกต่างกัน ดังนี้

1. สูตรมูลไก่แกลบล้วน (มูลไก่เนื้อ) ถือเป็นสูตรดาวเด่นของโครงการ เนื่องจากใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย ต้นทุนต่ำและมีธาตุอาหารหลักทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถผลิตได้สะดวกและให้ผลลัพธ์ที่ดีเหมาะสำหรับการขยายผลในระดับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน
2. สูตรแกลบดิบผสมมูลไก่ไข่ เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร โดยมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสูตรมูลไก่แกลบล้วน ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นได้อย่างคุ้มค่า และมีต้นทุนการผลิตไม่สูง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการลดต้นทุนการจัดการวัสดุเหลือใช้ภายในฟาร์ม
3. สูตรก้อนเชื้อเห็ดเก่าผสมมูลไก่ไข่ ถือเป็นสูตรที่โดดเด่นด้านการฟื้นฟูดิน เนื่องจากมีปริมาณอินทรียวัตถุสูง ช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน และเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเพาะเห็ดกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการเพาะเห็ดเป็นการค้าและต้องการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว

จากการทดสอบทั้ง 3 สูตร พบว่า สูตรมูลไก่แกลบล้วนได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากวัตถุดิบหาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ผลิตได้สะดวก และมีธาตุอาหารหลักครบถ้วนเหมาะต่อการใช้งานจริงในระดับชุมชน ขณะเดียวกัน จากการสำรวจยังพบว่าความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศในพื้นที่มีเฉลี่ยสูงถึง 70–90 ตันต่อปี หรือประมาณ 1 ตันต่อไร่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการบำรุงต้นและผลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป หากปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศผ่านการรับรองมาตรฐานในอนาคต จะสามารถเพิ่มมูลค่าจำหน่ายจากเดิมประมาณ 4.5 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 12–15 บาทต่อกิโลกรัม และด้วยกำลังการผลิตกว่า 30 ตันต่อรอบ คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 360,000–450,000 บาทต่อรอบการผลิต
นายโอฬาร พานทอง กำนันตำบลคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่
ขนาดประมาณ 10 ไร่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการต้องแบกรับต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินเฉลี่ยสูงถึง 62,400 บาทต่อปี แต่หลังจากนำปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศที่ผลิตเองมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีลดต้นทุนได้มากกว่า 26,000 บาทต่อปีหรือคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 40 ขณะเดียวกันผลผลิตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–5 ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

“สำหรับผมสิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนที่ลดลง แต่คือการฟื้นตัวของดินและต้นทุเรียน ดินมีความร่วนซุยมากขึ้นระบบรากแข็งแรง ต้นทุเรียนสมบูรณ์และฟื้นตัวเร็ว ลดปัญหาโรคพืชและอาการซันเบิร์น ทำให้ต้นไม้สามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตในระยะยาว ที่ผ่านมาเราเคยพึ่งพาปุ๋ยจากภายนอกเกือบทั้งหมด แต่วันนี้เราสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองจากวัสดุเหลือใช้ในชุมชนได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาปุ๋ยที่ผันผวน และเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่มีมูลค่า สำหรับผม งานวิจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่กองปุ๋ย แต่เปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกร จากผู้ซื้อปัจจัยการผลิต มาเป็นผู้ผลิตปัจจัยการผลิตได้ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการลดรายจ่าย แต่เป็นการสร้างความมั่นคงให้พวกเราในระยะยาว” นายโอฬาร กล่าว
โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี แต่เป็นต้นแบบการนำงานวิจัยมาแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และวางรากฐานสู่ระบบเกษตรสีเขียวที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักสนับสนุนงานวิจัย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เบอร์โทรศัพท์ 02 – 579 – 7435
