
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เดินหน้าโชว์ผลสำเร็จการขยายผลเทคโนโลยีพร้อมใช้ หรือ App Tech สู่ภาคเกษตรไทย ผ่าน 3 นวัตกรรมเด่นในพื้นที่ภาคตะวันตก ได้แก่ กล้วยหอมทองส่งออกญี่ปุ่น ผักเคลอินทรีย์มูลค่าสูง และทุเรียนทองผาภูมิ GI ที่สามารถเพิ่มผลผลิตสูงสุด 5 เท่า ลดความสูญเสียจากการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญและสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 สะท้อนผลสำเร็จของการนำเทคโนโลยีพร้อมใช้ไปยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ภาคเกษตรไทย
นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.( ARDA) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงขึ้น ARDA จึงมุ่งผลักดันงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ ผ่านแผนงานเทคโนโลยีพร้อมใช้ (Appropriate Technology : App Tech) sinv App Tech ที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้สู่เกษตรกร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ARDA สนับสนุนโครงการภายใต้แผนงาน App Tech แล้ว 37 โครงการ ร่วมกับ 24 หน่วยงาน ครอบคลุม 61 จังหวัดทั่วประเทศ และมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 17,596 ครัวเรือน สูงกว่าเป้าหมายปีแรกเกือบ 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นของเกษตรกรต่อเทคโนโลยีที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก ARDA ได้นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ผ่าน 3 นวัตกรรมเด่น ดังนี้

1.ARDA ปลดล็อกกล้วยหอมทองไทย ชิงโอกาสส่งออกญี่ปุ่น 8,000 ตัน เพิ่มสัดส่วนผลผลิตเกรด A จาก 60% เป็น 80% แม้ญี่ปุ่นจะเปิดโควตานำเข้ากล้วยหอมทองจากไทยภายใต้กรอบความตกลง JTEPA สูงถึง 8,000 ตันต่อปี แต่ที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกได้จริงเพียง 3,000–4,000 ตันต่อปีเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ขาดมาตรฐานการผลิตและต้นทุนการจัดการแปลงที่สูง ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถผลิตกล้วยคุณภาพส่งออกได้ตามความต้องการของตลาด
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกให้แก่เกษตรกรในอำเภอท่ายางและอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ผ่าน 3 เทคโนโลยีสำคัญ เริ่มจากการจัดการน้ำด้วยระบบ Mini Sprinkler ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแปลงปลูกระยะ 2 x 2 เมตร สามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงในอัตรา 2,800 ลิตรต่อรอบ ภายใน 20 นาที ช่วยให้ต้นกล้วยได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ควบคู่กับการจัดการธาตุอาหารตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อกำหนดสูตรและปริมาณปุ๋ยให้เหมาะกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโต
โดยใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงดินในอัตรา 1,000–1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งช่วงเตรียมแปลงและหลังปลูก 3 เดือน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารและลดต้นทุนการผลิต ขณะที่การจัดการผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว มีการค้ำยันต้นกล้วย ป้องกันความเสียหายของเครือ และกำหนดระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่ 58 วันหลังตัดหวีตีนเต่า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีขนาด คุณภาพ และความสุกแก่ตรงตามมาตรฐานตลาดส่งออก

ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้ผลผลิตเพิ่มจาก 19,600 ผล เป็น 22,400 ผล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14% ถือเป็นการยกระดับผลผลิตเกรด A จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80 ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 26,365 บาท เป็น 54,078 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต ช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดส่งออก และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการสินค้าคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง
2.ARDA พลิกโฉมการปลูกผักเคลอินทรีย์ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพมูลค่าสูง ชูผลผลิตพุ่ง 5 เท่า ลดความเสียหายจากโรค–แมลง สร้างรายได้เพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม
กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพส่งผลให้ผักเคล หรือ “ราชินีแห่งผักใบเขียว” กลายเป็นหนึ่งในพืชมูลค่าสูงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากยังประสบปัญหาผลผลิตต่ำจากการปลูกกลางแจ้งที่ได้รับผลกระทบจากฝน ความร้อน และโรคแมลงศัตรูพืช ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยในพื้นที่ปลูก 100 ตารางเมตร จำนวน 400 ต้น สามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 30 กิโลกรัมต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงและไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ARDA จึงสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านประชาบำรุง และวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน ผ่าน 2 นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ “โรงเรือนต้นทุนต่ำ” ที่ใช้หลังคาพลาสติกคลุมร่วมกับสแลนพรางแสงช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม ลดผลกระทบจากฝนและอุณหภูมิที่แปรปรวน และ “ระบบการผลิตอินทรีย์ด้วยชีวภัณฑ์” ที่ใช้น้ำส้มควันไม้ บิวเวอร์เรีย บีที น้ำหมักชีวภาพ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ทดแทนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช

ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในพื้นที่ปลูกขนาด 100 ตารางเมตร จำนวน 400 ต้น สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 30 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นมากกว่า 150 กิโลกรัมต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% ช่วยลดปัญหาโรคและแมลง ยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้เฉลี่ยจาก 2,280 บาท เป็น 6,150 บาทต่อโรงเรือนต่อเดือน สะท้อนศักยภาพของเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน
3.ARDA ดันทุเรียนทองผาภูมิ GI สู่ยุคดิจิทัล ผลผลิตเพิ่ม 76% ลดทุเรียนอ่อน 77% หนุนรายได้ชุมชนกว่า 300 ล้านบาท
ทุเรียนทองผาภูมิ สินค้า GI ของจังหวัดกาญจนบุรี ที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมายังเผชิญความท้าทายสำคัญจากปัญหาผลผลิตไม่ถึงศักยภาพ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และการตัดทุเรียนอ่อนที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาด ARDA จึงสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ทุเรียนทองผาภูมิ และเครือข่ายผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่

ทั้งนี้ผ่าน 2 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ “ระบบ IoT บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ” ร่วมกับระบบ Mini Sprinkler เพื่อควบคุมความชื้นในแปลง ลดความเสี่ยงโรครากเน่าโคนเน่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และ “ระบบ RFID ตรวจสอบย้อนกลับ” ที่ช่วยติดตามแหล่งผลิตและควบคุมคุณภาพผลผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและตลาด
ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มจาก 1,700 – 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 3,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดกว่า 76% พร้อมลดปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนจากร้อยละ 32.5 เหลือไม่เกินร้อยละ 10 หรือลดจาก 650 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นการลดลงกว่า 77% ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตมีความสม่ำเสมอ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานทุเรียน GI ทองผาภูมิให้สามารถแข่งขันในตลาดคุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 138,160 บาท เป็น 216,900 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาลผลิต ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 15 – 20 ล้านบาทต่อปี

“ผลสำเร็จจากกล้วยหอมทอง ผักเคล และทุเรียนทองผาภูมิ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำงานวิจัยไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตรไทย ARDA เชื่อว่าความสำเร็จของงานวิจัยไม่ได้วัดจากจำนวนผลงานที่เกิดขึ้น แต่ต้องวัดจากการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ เราจึงมุ่งเดินหน้าขยายผลเทคโนโลยีพร้อมใช้สู่พื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเติบโตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” รองผู้อำนวยการ ARDA กล่าว
