
2 กมธ. วุฒิสภา “ทรัพย์ฯ-กฏหมายฯ” ร่วมพลังสางปมโรงโม่หินปิดทางสาธารณะที่ปากช่อง เอกชนหอบเอกสารแจง พร้อมท้าลงพื้นที่พิสูจน์ความจริง “ชีวะภาพ” แนะทำความเข้าใจชาวบ้าน ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ขณะที่ “พล.ต.ท.บุญจันทร์” จ่อขนทัพ ส.ว. ลุยตรวจสอบต้นเดือนกรกฎาคมนี้
วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีขอให้ตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดบุกรุกและเข้ายึดครอบครองเอาพื้นที่ป่าไม้ส.ป.ก.ในพื้นที่บ้านหนองน้ำแดง-หนองไฮ หมู่ที่ 1 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีพล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภาเข้าร่วมรับฟัง พร้อมเชิญผู้บริหารจากโรงโม่หิน บริษัท ศิลาสากลพัฒนา จำกัด เข้าชี้แจงที่อาคารรัฐสภา
นายธีรัชต์ หงรัตนากร กรรมการบริษัท ศิลาสากลพัฒนา จำกัด กล่าวว่า กรณีปิดทางสาธารณะ เรื่องนี้มีการฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2567 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 โดยศาลอนุญาตให้บริษัทปิดรั้วต่อไปได้ เนื่องจากจุดที่ปิดนั้นเป็นเส้นทางที่ชิดภูเขา หากมีการระเบิดหินอาจเกิดอันตรายหินร่วงหล่นใส่ผู้สัญจรไปมาได้ ซึ่งทางบริษัทได้สร้างทางคู่ขนานไว้ให้ใช้งานแทนแล้ว โดยบริษัทปิดทางเส้นนี้มาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อความปลอดภัย และพื้นที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมจนได้รับรางวัลเมืองสีเขียวมาตลอด จึงอยากกราบเรียนเชิญกรรมาธิการ รวมถึงประชาชนที่บอกว่าเดือดร้อน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ลงพื้นที่ไปเดินดูหน้างานพร้อมๆ กัน จะได้เห็นว่าความจริงคืออะไร และเรื่องนี้จะได้จบ

ชีวะภาพ ชีวะธรรม
ด้านนายชีวะภาพ กล่าวว่า ขณะทางนี้ทางกองปราบปรามได้ส่งสำนวนให้อัยการดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ในส่วนคดีอาญาฐานบุกรุกทางสาธารณะ ซึ่งคดีความที่ยังอยู่ในชั้นศาล ทางกรรมาธิการจะไม่เข้าไปก้าวล่วง ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่วันนี้มีตัวแทนชาวบ้านที่เดือดร้อนมาร้องเรียนด้วยความกล้าหาญ จึงอยากฝากให้ทางบริษัทเร่งทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนผ่านกลไกของท้องถิ่น ทั้ง อบต. และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งนี้ กรรมาธิการทั้ง 2 คณะ ขอยืนยันว่าจะให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน
ขณะที่ พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ตนเตรียมนำทีมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอีสานล่าง ลงพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อตรวจสอบสถานที่จริง ศึกษาข้อเท็จจริงทั้งหมดด้วยตาตัวเอง และพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อคืนความชอบธรรมให้กับทุกฝ่ายต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับกรณีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของวัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกรมป่าไม้ ปฏิรูปที่ดินจ.เลย กรมบังคับคดีเข้าร่วมชี้แจง
ส่วนนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่า กล่าวว่า กรณีวัดร่มโพธิธรรม เป็นกรณีที่เกิดปัญหาและมีการร้องเรียนมาอย่างยาวนาน ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบการบุกรุกเพิ่มเติม โดยจากการจับพิกัด พบว่าวัดได้ยึดถือครอบครองพื้นที่เกินกว่าเอกสาร น.ส.3 โดยมีพื้นที่ที่ถูกยึดครองรวมทั้งหมด 745 ไร่ ซึ่งได้ดำเนินคดีทางกฎหมายตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่า วัดบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูค้อ-ภูกระแต) และพื้นที่ป่า รวม 745 ไร่ พร้อมสั่งเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร พร้อมด้วยคนงานให้ออกจากพื้นที่ เมื่อปี 2560

อย่างไรก็ตาม ผ่านมากว่า 9 ปี นับจากศาลฎีกามีคำพิพากษา การบังคับคดีพบอุปสรรคจากการประวิงเวลาและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างอาคารที่พักจากเดิมมีแค่ 40 กว่าหลัง แต่จากการตรวจสอบล่าสุดมีทั้งสิ้น 1,394 หลัง กลายเป็นที่ปักหลักของชาวต่างชาติรวม 22 สัญชาติ อาศัยอยู่ร่วม 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม แบ่งเป็นพระต่างชาติราว 182 รูป แม่ชีและฆราวาสอีกประมาณ 400 ชีวิต
นายชีวะภาพ กล่าวว่า อยากให้ทุกหน่วยงานให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวลจนเจ้าหน้าที่ต้องเหนื่อยไม่สิ้นสุด โดยต้องแยกแยะให้ออก วันนี้เราไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา ตนบวชมา 3 รอบแล้ว แต่วันนี้ความมันปรากฏชัดว่าป่าสงวนถูกบุกรุกกลายเป็นเมืองขนาดย่อมไปแล้ว จะปล่อยให้พวกหัวหมอบิดเบือนข้อกฎหมายลอยนวลมาจะ 10 ปีแบบนี้ไม่ได้ มันไม่แฟร์กับสังคม พร้อมจี้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับราษฎร 6 ราย (7 แปลง) ที่แจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่เพื่อออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวน (ซึ่ง ส.ป.ก. ได้เพิกถอนแล้ว) ย้ำชัดหากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. คนไหนมีเอี่ยวร่วมขบวนการ ต้องโดนด้วย รวมทั้งแนะให้ส่งเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทันที เพื่อตรวจสอบและยึดทรัพย์ขบวนการนี้ให้สิ้นซาก.
