“สุริยะ” กำชับทุกหน่วยงาน ให้เดินหน้าเชิงรุก 7 ด้านรับมือฤดูฝน-เอลนีโญ

“สุริยะ” นั่งหัวโต๊ะถกแนวทางการบริหารจัดการน้ำ กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าเชิงรุก 7 ด้าน เตรียมรับมือฤดูฝนและปรากฏการณ์เอลนีโญคาดจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2569 ประกอบกับการคาดการณ์ว่าขณะนี้สภาวะเอนโซ (ENSO) อยู่ในช่วงเป็นกลาง และมีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

ดังนั้นขอให้ทุกหน่วยดำเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำ 1) ด้านการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ โดยให้ความสำคัญทั้งการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร และการดูแลประชาชน ดังนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลและผลการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา สสน. และ สทนช. จัดทำฉากทัศน์ทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและระดับรุนแรง พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ (Trigger Point) ในการปรับแผนบริหารจัดการน้ำเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับการดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์

2) ด้านการเก็บกักและสำรองน้ำต้นทุน ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน พร้อมสำรองน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป

3) ด้านการเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกระยะ ทั้งขั้นการศึกษา ออกแบบ และก่อสร้าง ให้เป็นไปตามแผนงานและกรอบเวลา ควบคู่กับการเพิ่มความจุเก็บกัก การพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิง และการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งและกระจายน้ำในระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่

4) ด้านการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลาก กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากร ให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างใกล้ชิด

5) ด้านการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ คือ การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม อย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกรและส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ

6) ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชลประทานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบกระจายน้ำระดับไร่นาและชุมชน ให้บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยยึดหลักวิชาการและความเหมาะสมเชิงวิศวกรรมเป็นสำคัญ

และ 7) ด้านการบูรณาการและการสื่อสารกับประชาชน บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนภัยต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า

“แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่ขอให้ทุกหน่วยวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยของประชาชนจากอุทกภัย และการสำรองน้ำต้นทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยแล้งในอนาคต รัฐบาลและผมเอง ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ โดยมุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จัดสรรและกระจายน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สนับสนุนภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน” รมว.เกษตรฯ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 43,093 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ทั้งนี้ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำเพิ่มเติมได้อีกเป็นจำนวนมาก เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 13,175 ล้าน ลบ.ม. (53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 11,696 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นไปตามแผนที่วางไว้