คณะองคมนตรี ห่วงใยอิทธิพล “เอลนีโญ” ร่วมประชุมแก้ปัญหาภัยแล้งกับนายกฯ ย้ำบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9

คณะองคมนตรี ห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้งที่ได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญ่ เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พร้อมให้กำลังใจและคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ขณะที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เผยได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงฝนทิ้งช่วงอย่างใกล้ชิด

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569  เวลา 13.55 น.  คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569  ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมให้คำแนะนำ และข้อห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นจากอิทธิพลของเอลนีโญ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม และมีตัวแทนระดับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเข้าประด้วย ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นตัวแทนในการะชุมในครั้งนี้

กระประชุมในครั้งนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที
ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในวันนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากคณะองคมนตรี ซึ่งรัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง
.
ดังนั้นทุกหน่วยงานของรัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1) ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2) ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3) บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่างๆ ในพื้นที่
รวมถึงการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ
.
นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดดำเนินการป้องกันไว้ล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รัฐบาลได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และให้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
.
“ขอเรียนว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่การเยียวยาคือการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลจึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว
.
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันฯ ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตักไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ “มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569 ทั้งนี้ ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ณ ห้องประชุม 1 ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพฯ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย/ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เป็นประธานฯ

ขณะที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเข้าประชุมด้วย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง เนื่องจากแนวโน้มการสู่สภาวะเอลนีโญอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานวางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการอุปโภคบริโภค และภาคเกษตรกรรมต่อไป

.