
ธ.ก.ส. จับมือ กรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามบันทึกความเข้าใจ “ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตร และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน กำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตรและข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่าง ธ.ก.ส.และกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมจำเนียรสาร ชั้น 24 เกษตรธนากร อาคารเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน กำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีบทบาทในการยกระดับภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เป็นธนาคารภาคการเงินชนบทที่ทันสมัย” พร้อมเดินหน้าพัฒนาภาคการเกษตรและเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. กว่า 4.3 ล้านคน ให้มีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและลดต้นทุนการดำเนินงานให้สาขาในทุกพื้นที่เกิดความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าในการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน
โดยได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลและทรัพยากรของทั้งสองหน่วยงานมาใช้ในการพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ และทายาทเกษตรกร ให้มีทักษะความสามารถในการดำเนินงานภาคการเกษตรจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการนำผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสม มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ ด้วยการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อมุ่งสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร โดยมีแผนการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ดังนี้

ฉัตรชัย ศิริไล (ซ้าย) อัญชลี สุวจิตตานนท์(ขวา)
1.การเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลอย่างบูรณาการฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลภัยพิบัติ และข้อมูลการประกันภัยพืชผล เพื่อใช้ในการตรวจสอบสิทธิ์และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินของธนาคาร รวมถึงข้อมูลเกษตรกรในการรับสนับสนุนโครงการนโยบายของรัฐบาล
2.การสนับสนุนด้านการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ และทายาทเกษตรให้มีทักษะและความสามารถในการดำเนินกิจกรรมภาคการเกษตร โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจเกษตรให้มีความมั่นคงในอาชีพ
3. การส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการทำงานระหว่าง 2 หน่วยงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยหัวใจสำคัญคือการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลในรูปแบบออนไลน์ (Online Data Sharing) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการทำงานในรูปแบบเดิมไปสู่ระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญใน 3 มิติหลัก
• ความรวดเร็วและแม่นยำ : การเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time จะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้เกษตรกรเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ เช่น การประกันภัยพืชผล และการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
• ความโปร่งใสและปลอดภัย : การทำข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลจะสร้างความเชื่อมั่นให้
กับเกษตรกรว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและบริการทางการเงินเท่านั้น
• การบูรณาการเพื่อความยั่งยืน: ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้
การบริหารจัดการความเสี่ยง และส่งเสริมให้เกษตรกร องค์กรเกษตรกร รวมถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำการผลิต

ส่วนขอบเขตความร่วมมือตามบันทึกความเข้าใจ กรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ฐานข้อมูลองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และฐานข้อมูล Young Smart Farmer เพื่อให้ ธ.ก.ส. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบสถานะ ความเป็นเกษตรกร และครัวเรือนเกษตรกร เพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์และบริการทางการเงินให้แก่ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. จะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสินเชื่อรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การจัดทำบัญชีครัวเรือน การเขียนแผนธุรกิจเกษตร รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาด เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคเกษตรกรรม
“กรมส่งเสริมการเกษตรเชื่อมั่นว่า การบูรณาการข้อมูลออนไลน์ในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานบริการภาครัฐ และเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรไทยและครอบครัวมีความมั่นคง มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นางอัญชลี กล่าว
