สทนช.ถอดบทเรียน”ถ้ำหลวง”.ให้เป็นโอกาสบริหารจัดการน้ำ

  •  
  •  
  •  
  •  

สทนช.เตรียมถอดบทเรียนจากกรณีถ้ำหลวง จากวิกฤตมาเป็นโอกาส มาประยุกต์การบริหารจัดการน้ำ  ดึงทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือ เพื่อประเมินหลังทุกอย่างหยุดปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิตนักฟุตบอลทีมหมูป่า

          วันที่ 11 ก.ค. 61 นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมซักซ้อมการปฏิบัติการตามแผนฟื้นฟูภายหลังการช่วยเหลือผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำ-นางนอนร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำ  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย  ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่า จากการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ถ้ำหลวงฯ หลังเสร็จสิ้นภารกิจกู้ภัยทีมหมูป่าทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำหลวงเป็นผลสำเร็จด้วยดีจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

            จากการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า ขณะนี้ในหลายจุดที่เคยเป็นจุดสูบน้ำจากถ้ำหลวงฯ เช่น บริเวณหน้าถ้ำ  จุดเจาะน้ำบาดาล และบริเวณถ้ำทรายทองทั้งหมดได้หยุดสูบน้ำแล้ว โดยจะปล่อยให้น้ำระบายตามธรรมชาติเพื่อฟื้นคืนระบบนิเวศ ยกเว้นฝายกั้นน้ำทั้ง 2 จุดที่ดอยผาหมี และดอยผาฮี้แล้ว ซึ่งเป็นฝายชั่วคราวที่คาดว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องจะเริ่มดำเนินการรื้อถอนอีก 3 วัน เนื่องจากยังต้องจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการกู้ภัยออกจากพื้นที่ ซึ่งเหลือเพียงประมาณ 5% ของอุปกรณ์ทั้งหมด

[adrotate banner=”3"]

          อย่างไรก็ตาม นอกจากการประชุมหารือหน่วยเกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในบริหารจัดการน้ำระยะต่อไปแล้ว สทนช.จะใช้วิกฤติการถ้ำหลวงฯ ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำร่วมกันถอดบทเรียนจากข้อมูลที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์แหล่งที่มาของน้ำ ตาน้ำ น้ำที่ซึมเข้าถ้ำที่ได้นำข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ รวมกับข้อมูลในเชิงเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ นำมาสู่มาตรการการระบายน้ำถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า ซึ่งจากข้อมูลพบว่าช่วงวันที่ 20-21 มิ.ย61  ก่อนที่เด็กๆ เข้าถ้ำหลวงวันที่ 23 มิ.ย.61 นี้มีฝนตกมากทำให้ปริมาณน้ำในถ้ำเพิ่ม

            ต่อมาวันที่ 25-27 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา ก็มีฝนตกมากกว่า 100 มิลลิเมตร ทำให้การบริหารจัดการน้ำในถ้ำเป็นไปได้ยาก เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องของแอ่งภายในถ้ำและน้ำไหลไม่สะดวก แต่จากการประเมินการทำงานร่วมกันใช้การตัดยอดน้ำออก โดยมีการสูบน้ำภายในถ้ำออกมา 2 วิธี คือ สูบออกจากปากถ้ำ แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ต่อเนื่องทำให้ต้องมีการสูบน้ำบาดาลเพิ่ม เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าถ้ำ ประกอบพบว่ามีน้ำที่บริเวณถ้ำทรายทอง จึงต้องใช้วิธีติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จากภาคเอกชน เข้ามาช่วยลดปริมาณน้ำในถ้ำทรายทอง รวมทั้งมีการทำฝายที่สามารถดักน้ำไม่ให้เข้าถ้ำหลวงได้ มีปริมาณ 32,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน   ซึ่งหากรวมปริมาณน้ำที่สูบออกและผันจากทั้งสองจุดคิดเป็นปริมาณน้ำถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

          ดังนั้น สทนช.จะเร่งประชุมหารือร่วมกับหน่วยเกี่ยวข้องในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานฯ และคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อร่วมกันวางมาตรการแผนบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำของวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ทั้งระยะกลาง และระยะยาว ทั้งในเขตและนอกเขตพื้นที่ โดยจะนำเอาน้ำซึม น้ำซับไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร การเก็บกักน้ำจากถ้ำฯ รวมถึงแหล่งน้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูฝนให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้เต็มศักยภาพ เพื่อนำไปสู่แผนบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศโดยเร็วต่อไป

          นายสมเกียรติ กล่าวมอีกว่า สำหรับน้ำที่ท่วมตามพื้นที่การเกษตรรอบถ้ำหลวง พบว่า ขณะนี้ระดับน้ำเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เกษตรกรสามารถกลับมาทำการเกษตรในพื้นที่ได้แล้ว ส่วนบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหากยังมีน้ำท่วมขังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้รองรับหากจังหวัดมีการร้องขอ ขณะที่เกษตรกร ใน อ.แม่สาย ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรรวม 4 ตำบล พื้นที่กว่า 1,200 ไร่ เนื่องจากการระบายน้ำจากถ้ำหลวงนั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการขอวงเงินชดเชย 1.4 ล้านบาทไว้แล้ว และคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินชดเชยได้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้.

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ