แผน 5 ปีของจีนในการเร่งสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์กำลังทำให้สหรัฐฯ-ยุโรปถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

โดย…ดร.นิพนธ์ เอี่ยวสุภาษิต

จีนกำลังทุ่มทั้งเงินทุนและอิทธิพลทางการเมืองลงในแวดวงวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างจีนกับชาติตะวันตกแคบลงอย่างรวดเร็ว จนในบางด้านช่องว่างดังกล่าวอาจหมดไปแล้ว รายงานจาก Xiaoying You ในวารสาร Nature ระบุว่า แผน 5 ปีฉบับล่าสุดของจีนมุ่งเน้นการลงทุนครั้งใหญ่ในการวิจัยขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัม และนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมได้ ให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2573

ในปี พ.ศ. 2521 นักวิจัยชาวจีนตีพิมพ์บทความในวารสารระดับนานาชาติน้อยกว่า 120 ฉบับ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.02% ของจำนวนทั้งหมดทั่วโลก ปัจจุบัน จีนเป็นผู้นำของโลกในด้านการยื่นขอจดสิทธิบัตร และในปี พ.ศ. 2567 จีนได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนามากที่สุด เมื่อปรับตามกำลังซื้อแล้ว ตามข้อมูลของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย ร้อยละ 7 ต่อปีตลอดทศวรรษนี้ แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะพยายามลดงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ก็ตาม

Yanbo Wang นักวิจัยด้านนโยบายวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า “สำหรับโลกตะวันตก หากการแข่งขันกับญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1980 เปรียบเสมือนการเผชิญกับพายุ จีนก็นับเป็นคลื่นสึนามิที่จะซัดเข้ามาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” หรือ สรุปสั้น ๆ ให้เข้าในได้ง่าย ๆ ว่า “ถ้าญี่ปุ่นเคยเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับตะวันตก จีนจะเป็นความท้าทายที่ใหญ่กว่าและส่งผลกระทบมากกว่าหลายเท่า”

ความได้เปรียบประการหนึ่งของจีน คือ ความสามารถในการ “จัดสรรคน เงิน เวลา และเครื่องมือวิจัย ไปสนับสนุนเป้าหมายการวิจัยในระยะยาวได้ดีขึ้น” Zhang Lin นักวิจัยด้านนโยบายวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น (Wuhan University) กล่าวว่า ระบบรวมศูนย์ของจีนช่วยให้สามารถทุ่มทรัพยากรไปสู่เป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความต่อเนื่องดังกล่าวเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductors – อุตสาหกรรมชิปอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งกองทุนของรัฐกำลังดำเนินการจัดสรรเงินทุนรอบที่สามเป็นมูลค่า 344 พันล้านหยวน (ประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวมถึงในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ต้นทุนต่ำของ DeepSeek ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลกในปี พ.ศ. 2568

แต่จุดอ่อนยังคงมีอยู่ โดยในปี พ.ศ. 2567 งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของจีนถูกจัดสรรให้กับการวิจัยขั้นพื้นฐานในสัดส่วนไม่ถึง ร้อยละ 7 เทียบกับ ร้อยละ 14.4 ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ วัฒนธรรมที่เน้นการตีพิมพ์ผลงานเพื่อความอยู่รอดในแวดวงวิชาการ ยังให้ความสำคัญกับปริมาณมากกว่าความคิดริเริ่ม ซึ่งจากการตรวจสอบกรณีการถอนบทความวิจัยโดยวารสาร Nature พบว่าเกือบ ร้อยละ 60 ของบทความที่ถูกถอนออกในช่วงปี พ.ศ. 2557 ถึง 2567 มีผู้เขียนที่สังกัดหน่วยงานในประเทศจีนรวมอยู่ด้วย

Li Jizhen นักวิจัยด้านนโยบายการสร้างนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) กล่าวว่า “แต่การมีผลงานวิจัยจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การค้นพบใหม่ที่แปลกใหม่และยิ่งใหญ่ จนอาจได้รับรางวัลอย่างรางวัลโนเบลหรือรางวัลทัวริง (Turing Award) เสมอไป”

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nature.com/articles/d41586-026-03222-9