กรมวิชาการเกษตร ดัน “ถั่วเขียวหลังนา” พัฒนาพื้นที่นำร่องในจังหวัดสุพรรณบุรี สู่ “ต้นแบบเกษตรลดการเผา”

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเกษตรยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาปรังมาปลูก “ถั่วเขียวหลังนา” ภายใต้โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืนและการจัดการเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน PM2.5 และภาวะโลกร้อนอย่างเป็นระบบ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรตามแนวทาง GAP Zero Burning และแนวทางลดการเผาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านโครงการนำร่องปลูกถั่วเขียวแทนการทำนาปรังปีละ 250 ไร่ ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2570 ในพื้นที่ 3 อำเภอ พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงให้แก่เกษตรกร มุ่งสู่การทำเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
     ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญในพื้นที่ภาคกลาง มีพื้นที่นาปรังกว่า 8 แสนไร่ (ข้อมูลจากสถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2568, สศก.) ซึ่งการเผาฟางและตอซังข้าวเพื่อเตรียมดินในฤดูถัดไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งส่งเสริมเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรผ่านการใช้กลไกมาตรฐาน GAP Zero Burning
                                                         ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน
โดยการดำเนินงานของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทและศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวหลังนาอย่างครบวงจร นำร่องในพื้นที่แปลงต้นแบบ 250 ไร่ต่อปี ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2570 ในอำเภอสามชุก หนองหญ้าไซ และเดิมบางนางบวช พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง พันธุ์ กวก. ชัยนาท 3 และ กวก. ชัยนาท 72 รวมถึงถ่ายทอดเทคนิคการเตรียมเมล็ดพันธุ์ด้วยการคลุกเชื้อไรโซเบียม เทคนิคการปลูก การบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนส่งทีมนักวิชาการลงพื้นที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดฤดูกาลผลิต
     การปลูกถั่วเขียวหลังนา นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ในหลายมิติ ทั้งในมิติของการจัดการน้ำและการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ถั่วเขียวเป็นพืชใช้น้ำน้อยและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 60–75 วัน ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ การปลูกถั่วเขียวยังเป็นการลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นจากการเผาฟางและตอซังข้าวหลังการทำนาปรัง รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการขังน้ำ ลดการเกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ และยังสามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตรได้
ยิ่งไปกว่านั้น แบคทีเรียไรโซเบียมในปมรากถั่วเขียวยังถือได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ทำให้การไถกลบถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดเป็นกรรมวิธีทางการเกษตรที่สามารถลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการทำนาฤดูถัดไปได้อีกด้วย อีกทั้งการปลูกถั่วเขียวแทนการทำนาปรังยังเป็นการช่วยลดการสะสมของศัตรูข้าวบางชนิด และลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ หรือปัญหาภัยแล้งที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทดแทนการทำนาปรัง
      “กรมวิชาการเกษตร มุ่งหวังให้จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแปลงต้นแบบการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ คืนอากาศบริสุทธิ์ ลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นจากการเผาเศษวัสดุในภาคการเกษตร สร้างวิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงในอนาคตเกษตรกรยังมีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง” ดร.พงศ์ไท กล่าว