
รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์
กระทรวงเกษตรฯ จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน หลังพบว่าการส่งออกข้าว ทุเรียน มะม่วง และมันสำปะหลัง มีแนวโน้มลดลง จากปัญหาหลายด้าน ทั้งวัตถุดิบ รูปแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต มาตรฐาน และตลาดเป้าหมายที่เปลี่ยนไป จำเป็นที่จะเร่งปรับตัวเพื่อก้าวข้ามกับดัก “ขายได้มาก แต่ได้ราคาน้อย” เผยสองหน่วยงานเห็นพ้องที่จะร่วมส่งเสริมการใช้มาตรฐาน มอก. 9999 “แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม”
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้อนรับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) mujเข้าพบเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
การประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นการขับเคลื่อนเกษตรปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารผ่าน Thailand Food Valley Model เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิด เช่น ข้าว ทุเรียน มะม่วง และมันสำปะหลัง มีแนวโน้มลดลง สะท้อนปัญหาหลายด้าน ทั้งวัตถุดิบ รูปแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต มาตรฐาน และตลาดเป้าหมายที่เปลี่ยนไป จึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อก้าวข้ามกับดัก “ขายได้มาก แต่ได้ราคาน้อย”

ในด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ส.อ.ท. เสนอให้มีมาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ทางการเงินและภาษี เพื่อกระตุ้นการผลิตและประกอบชิ้นส่วนเครื่องจักรกลในประเทศ และช่วยให้เกษตรกรและวิสาหกิจรายย่อยเข้าถึงเครื่องจักรได้ง่ายขึ้น พร้อมกำหนดมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของเครื่องจักรกลการเกษตรไทย จัดตั้งศูนย์บริการและเครือข่ายซ่อมบำรุงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และใช้โมเดลขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ โดยนำร่องในแหล่งผลิตพืชสำคัญผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
สำหรับการยกระดับไม้เศรษฐกิจไทยสู่มาตรฐานสากล การรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามระบบ PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) ดำเนินการผ่านสำนักงานการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย (TFCC) ในฐานะ National Governing Body ของ PEFC โดย ส.อ.ท. ได้หยิบยกประเด็นการส่งออกไม้ไปสหภาพยุโรป ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานการแปรรูปไม้ยางพาราของเกษตรกรรายย่อย สร้างความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ และเชื่อมโยงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงมือผู้ซื้อ รวมถึงผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตจากสวนป่า
ที่ประชุมยังหารือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรภายใต้แนวคิด “จากผลผลิตล้นตลาด สู่การแปรรูปมูลค่าสูงใกล้แหล่งผลิต” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับผลผลิต ลดการสูญเสีย เพิ่มมูลค่า และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมใกล้แหล่งผลิต เชื่อมโยงกับสหกรณ์และเกษตรกรรายย่อย วางระบบโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐาน พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุน เพื่อดึงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมทำตลาดพันธสัญญากับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็น Agri-complex ควบคู่กับการยกระดับ Young Smart Farmer (YSF 2.0) สู่ “ผู้ประกอบการอัจฉริยะ” ที่ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ รวมถึงกระบวนการทดสอบในแต่ละขั้นตอนเพื่อยกระดับมาตรฐาน โดยอาจแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามภารกิจหรือความสนใจในรูปแบบ Sandbox

ในส่วนของสหกรณ์ ส.อ.ท. เสนอให้ยกระดับด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ FTI Agri-Trace และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต โดยนำร่องในพืชสำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลแปลงเกษตรกรเข้ากับระบบ FTI Agri-Trace และพัฒนาการขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับรอง
ด้านข้าวหอมมะลิ ปัจจุบันพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมีเพียง 2 พันธุ์ คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ทำให้ตลาดข้าวหอมแบ่งออกเป็นหลายเกรด และข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมียมมีปริมาณน้อย ส.อ.ท. จึงเสนอให้ทบทวนการรับรองและขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิในเขตและนอกเขตให้ชัดเจน และใช้การตรวจ DNA ประกอบการส่งออกเพื่อกำหนดราคา ซึ่งต้องหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็ว ขณะที่โครงการอ้อยหวาน ส.อ.ท. ขอให้เร่งพัฒนาและรับรองพันธุ์อ้อยใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร กำหนดมาตรฐานน้ำตาลและน้ำเชื่อมเพื่อการส่งออกให้เป็นสากล และต่อยอดการใช้ประโยชน์จากของเสียในโรงงานไปสู่การผลิตเอทานอลและพลังงานชีวมวลตามแนวทาง Bioeconomy
นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมส่งเสริมการใช้มาตรฐาน มอก. 9999 “แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม” โดยผลักดันให้ผู้ประกอบการภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรนำแนวทางไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากกลุ่มที่มีศักยภาพและความพร้อม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนและร่วมวางแนวทางการรับรองมาตรฐานกับ ส.อ.ท. รวมถึงผลักดันความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (PPP) ที่มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรฐานของประเทศปลายทาง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมเกษตรไทย สภาหอการค้าไทย และหน่วยงานภาครัฐ–เอกชน เพื่อผลักดันสินค้าไทยให้วางจำหน่ายในตลาดต่างประเทศได้
ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
