นวัตกรรมใหม่เตรียมพลิกโฉมการจัดการวัชพืชในนาข้าว สู่การผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

“วัชพืชอาจดูเหมือนเป็นเพียงพืชที่ขึ้นแทรกอยู่ในแปลงนา แต่แท้จริงแล้วคือ “คู่แข่งของต้นข้าว” ที่แย่งน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด  การพัฒนานวัตกรรมการจัดการวัชพืชในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช แต่ยังคำนึงถึงต้นข้าวและระบบการผลิตโดยรวม ผ่านการออกแบบเทคโนโลยีที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อต้นข้าวควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการจัดการวัชพืช”

 ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อทั้งความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2566/2567 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของผลผลิตข้าวทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 11.8%* อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการผลิตข้าวในแต่ละฤดูกาล เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อยู่ในทุกแปลงนาและส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการผลิต นั่นคือ “วัชพืช”

วัชพืชอาจดูเหมือนเป็นเพียงพืชที่ขึ้นแทรกอยู่ในแปลงนา แต่แท้จริงแล้วคือ “คู่แข่งของต้นข้าว” ที่แย่งน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการสร้างศักยภาพผลผลิต หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม วัชพืชสามารถแข่งขันกับต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ และกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในท้ายที่สุด

วัชพืชไม่ได้กินแค่ “ธาตุอาหารของข้าว” แต่กินต้นทุนของชาวนา

ปัญหาวัชพืชจึงไม่ได้จบอยู่เพียงในแปลงนา เพราะการควบคุมวัชพืชต้องอาศัยทั้งแรงงาน เวลา และปัจจัยการผลิต ขณะที่เกษตรกรในปัจจุบันยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และสภาพการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกหนึ่งความท้าทายที่มีความซับซ้อนมากขึ้นคือ ปัญหาวัชพืชดื้อสารกำจัดวัชพืช ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้สารกำจัดวัชพืชกลุ่มเดิมอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัชพืชบางชนิดพัฒนาความสามารถในการทนทานต่อสารออกฤทธิ์ ส่งผลให้การควบคุมทำได้ยากขึ้น และอาจเพิ่มภาระด้านต้นทุนและการจัดการให้กับเกษตรกร วัชพืชจึงไม่ใช่เพียงปัญหาที่เกษตรกรต้องกำจัด แต่เป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ต้องบริหารจัดการในทุกฤดูกาลเพาะปลูก

เมื่อความท้าทายด้านวัชพืชมีความซับซ้อนมากขึ้น แนวทางในการจัดการก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม จากการพึ่งพาวิธีการเดิมๆ สู่การมองหาทางเลือกและเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของวัชพืชและสภาพการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จาก “กำจัดวัชพืช” สู่ “การจัดการวัชพืช” ด้วยนวัตกรรม

ทิศทางใหม่ของการอารักขาพืชจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัชพืช โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผสานกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว เพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการควบคุมวัชพืชที่หลากหลาย ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเจริญเติบโตไปจนถึงวัชพืชที่เริ่มเจริญแล้ว ครอบคลุมวัชพืชสำคัญทั้งประเภทหญ้า กก และใบกว้าง พร้อมช่วยลดการแข่งขันระหว่างวัชพืชกับต้นข้าวในช่วงสำคัญของการสร้างศักยภาพผลผลิต

นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมการจัดการวัชพืชในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืช แต่ยังคำนึงถึงต้นข้าวและระบบการผลิตโดยรวม ผ่านการออกแบบเทคโนโลยีที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อต้นข้าวควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการจัดการวัชพืช

เบื้องหลังนวัตกรรม คือการวิจัยเพื่อเข้าใจ “ปัญหาจริง” ในแปลงนา

กว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แปลงนาได้จริง ต้องผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจความท้าทายของวัชพืชในแต่ละสภาพการเพาะปลูก และพัฒนาโซลูชันที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

โดยนวัตกรรมแนวทางใหม่นี้ได้รับการศึกษาวิจัยและทดลองภายใต้สภาพการเพาะปลูกในประเทศไทย เพื่อประเมินทั้งประสิทธิภาพในการจัดการวัชพืชและความปลอดภัยต่อต้นข้าว สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนานวัตกรรมการอารักขาพืชไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะกำจัดวัชพืชอย่างไร” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า “เกษตรกรกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และนวัตกรรมจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร”

                                                          วรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์

นางสาววรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า การจัดการวัชพืชไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการกำจัดวัชพืชในแปลงนา แต่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนของเกษตรกร และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เมื่อความท้าทายด้านวัชพืชมีความซับซ้อนมากขึ้น การมีเทคโนโลยีและทางเลือกใหม่จึงมีความสำคัญต่อการสร้างระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“เราเชื่อว่านวัตกรรมในอนาคตต้องไม่ได้มุ่งเพียงการควบคุมวัชพืชให้ได้ผล แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดการแข่งขันกับต้นข้าว และสนับสนุนให้ต้นข้าวเติบโตได้เต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบในระยะยาว” วรรณภร กล่าวและว่า นวัตกรรมใหม่นี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการ “กำจัดวัชพืช” ไปสู่การ “บริหารจัดการวัชพืชอย่างมีประสิทธิภาพ” ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านกลไกการออกฤทธิ์ และสนับสนุนการใช้สารกำจัดวัชพืชอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการอารักขาพืชในระยะยาว

สำหรับซินเจนทา นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ความท้าทายจริงของเกษตรกร ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การรับมือกับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป ไปจนถึงการสนับสนุนระบบการเกษตรที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัทฯ “Breakthroughs for farmers, in every field™” ซินเจนทาจึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการผลิตในปัจจุบัน และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

*ที่มา: วิจัยกรุงศรีม แนวโน้มธุรกิจ/ อุตสาหกรรมข้าว ปี 2569-2571