กมธ.ทรัพยากรฯ วุฒิสภา ลุยลงพื้นที่พิพาทนายทุนกร่าง สั่งชายฉกรรจ์ปิดถนนสาธารณะ หวังฮุบที่ ส.ป.ก.ล่าสุด จนท.มีหนาวฐานะะเว้นหน้าที่ “จำลอง” ชี้ถ้าผิดต้องชดใช้ให้ชาวบ้าน

กมธ.ทรัพยากรฯ วุฒิสภา ลงลุยพื้นที่พิพาทระหว่างชุมชนกับนายทุนกร่างที่สั่งชายฉกรรจ์ปิดถนนสาธารณะ เพื่อฮุบที่ ส.ป.ก. ในพื้นที่ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำให้ชาวบ้านต้องเดินทางอ้อมไปกว่า 20 กม. ทางเจ้าหน้าฝ่ายตำรวจ ยืนยันที่เป็นที่ดินของรัฐ ยังไม่ได้จัดสรรให้ผู้ใด เบื้องต้นส่งสำนวนฟ้อง จนท.แล้วฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ “ลำลอง” ชี้ต้องรอให้ศาลปกครองสั่งก่อน ถ้าผิดต้องชดใช้ แนะเบื้องต้นให้เจรจาเปิดเส้นทางก่อนจนกว่าจะจะมีคำสั่งศาลออกมา 

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน ในพื้นที่ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้มีตัวแทนชาว ต.หนองน้ำแดง ยื่นหนังสือต่อประธาน กมธ.ทรัพย์ฯวุฒิสภา ให้ตรวจสอบกลุ่มนายทุนปิดทางสาธารณะทำให้ชาวบ้าน ไม่สามารถสัญจรเข้าหมู่บ้านได้ต้องอ้อมไปไกลกว่า 20 กิโลเมตร

การประชุมในครั้งนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กรมป่าไม้ ปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา องค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง และนายทะนง ดอกพิกุล ในฐานะผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจง

นายทะนง กล่าวว่า ตนขอให้คณะกรรมาธิการฯ ช่วยตรวจสอบทางสาธารณะที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน จากเส้นทางวัดวชิราฯ ไปหนองไห พื้นที่ ต.หนองน้ำแดง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ต่อมาเมื่อปี 2567 ได้มีกลุ่มนายทุนสั่งปิดเส้นทาง จนเดือดร้อน ใช้เส้นทางไม่ได้เลย เพราะเขาปิดทางและเอาประตูกั้นไว้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ทางอำเภอปากช่องเข้ามาตัดกุญแจเปิดทางให้ ทำให้ชาวบ้านใช้กันอยู่ได้สักระยะหนึ่ง แต่นายทุนก็มาปิดอีกในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน  ทำให้ทุกวันนี้ต้องใช้ทางวิ่งย้อน วิ่งอ้อมเป็นระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร เด็กๆต้องใช้เส้นทางนี้มาเรียนหนังสือ มาวัดวชิราฯ ซึ่งเป็นวัดหลวง เกษตรกรขับรถไถไปไร่ ไม่ได้ ถือว่าทุกวันนี้เดือดร้อนมาก


ด้าน พ.ต.อ.ธณัชชนม์ เก่งกสิกิจ ผู้กำกับการ 3 บก.ปทส. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2567 มีกรณีการปิดกั้นเส้นทางและตัดกุญแจ ขณะนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ปากช่อง ต่อมานายอำเภอปากช่องได้เข้าพบกับผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เพื่อร้องทุกข์ในกรณีที่มีการปิดกั้นและทำลายเส้นทางดังกล่าว แต่ในขณะนั้นเชื่อว่าอาจมีผู้มีอิทธิพลเข้าเกี่ยวข้อง จึงมอบหมายให้กองปราบปรามเป็นผู้รับผิดชอบคดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง” บริษัทผู้กระทำความผิด ในข้อหาร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ , ร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันหลายครั้ง พบว่ามีแนวกันชน (Buffer Zone) ระยะ 40 เมตร ระหว่างแนวโฉนดที่ดินกับพื้นที่ภูเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสร้างถนนและปิดกั้นทาง ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดชี้ชัดได้ว่า แนวกันชนระยะ 40 เมตรดังกล่าว อยู่ในเขตความรับผิดชอบของหน่วยงานใด

ส่วน พ.ต.ท.สราวุธ คำเหลือง ผอ.กองการต่อต้านการทุจริต ปปท. กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตโฉนดหรือตามกฎหมายที่ดิน แต่เป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ซึ่งยังไม่ได้จัดสรรให้ผู้ใด โดยมีลักษณะเป็นทางสาธารณะ ในจุดที่มีการปิดกั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พยายามเข้าไปเจรจาเพื่อขอเปิดทาง แต่เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่มีโฉนดบริเวณนั้นไม่ยินยอม หนำซ้ำยังนำรถขุดเจาะไปทำลายถนน ต่อมามีการนำรถบรรทุกไปจอดปิดกั้นทางอีกเพื่อไม่ให้ประชาชนสัญจรได้ โดยมีกลุ่มบุคคลชายฉกรรจ์หลายสิบคน ขัดขวางไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง อาจจะเข้าข่ายลักษณะของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่หรือไม่

ต่อมานายอำเภอปากช่องและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ไปดำเนินการตัดกุญแจออกเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจรได้ตามปกติ จึงทำให้ยังคงมีข้อพิพาททางคดีกันอยู่ในศาลปกครอง

นอกจากนี้ ป.ป.ท.ยังพิจารณาเห็นว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงได้ส่งสำนวนให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป

                                                                              ชีวะภาพ ชีวะธรรม

ขณะที่ นายชีวะภาพ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกี่ยวกับเหมืองหินและโรงโม่ ยืนยันว่าจะพิจารณาด้วยความรอบคอบและให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเกี่ยวเนื่องกับการอ้างสิทธิ์ในกรรมสิทธิ์ที่ดินและการใช้ประโยชน์พื้นที่

สำหรับเส้นทางเหล่านี้ การจะระบุว่าผิดหรือถูก ต้องพิจารณาว่าผู้ครอบครองมีเอกสารหลักฐานรอง แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเส้นทางสาธารณะผู้ที่บุกรุกปิดกั้นก็จะถือว่ามีความผิด ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า หากนำสืบในศาลปกครองได้ชัดเจนว่าเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลปกครองก็จะมีคำสั่งให้เปิดทางพร้อมให้ชดใช้เสียหาย เพราะประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรบนถนนเส้นนี้ได้ จึงแนะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปเจรจากับกลุ่มนายทุนเพื่อขอเปิดทางสัญจรเป็นการชั่วคราวก่อน จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินออกมา