
ไทยโชว์บทบาทผู้นำประมงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม SEAFDEC Council ครั้งที่ 58 ผนึกกำลัง 11 ประเทศอาเซียน–องค์กรระหว่างประเทศ ขับเคลื่อนประมงยั่งยืนเสริมความมั่นคงทางอาหาร
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรมประมง ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะมนตรีศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 58 (The 58th Meeting of the SEAFDEC Council: 58CM) ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิก จำนวน 11 ประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ 8 หน่วยงาน สำนักเลขาธิการและหน่วยงานภายใต้ SEAFDEC รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เข้าร่วมกว่า 100 คน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อประโยชน์ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยั่งยืน
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการประชุมว่า ตามมติการประชุมคณะมนตรีศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 57 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 – 22พฤษภาคม 2568 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบให้ราชอาณาจักรไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม 58CM เพื่อใช้เป็นเวทีหารือเชิงนโยบายด้านการประมงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารจากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความท้าทายในปัจจุบัน

ฐิติพร หลาวประเสริฐ
การประชุมครั้งนี้มีสาระสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานและข้อเสนอเชิงนโยบายจากกลไกความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาประเด็นสำคัญด้านการบริหารจัดการประมงในภูมิภาค อาทิ การป้องกันและต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) การแก้ไขปัญหาขยะทะเลและเครื่องมือประมงที่ถูกทิ้งสูญหาย หรือหมดสภาพ (ALDFG) ตลอดจนการประเมินทรัพยากรประมงด้วยเทคโนโลยี Hydroacoustic เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการและกฎระเบียบระหว่างประเทศ เช่น ผลการประชุม CITES CoP20 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสถิติการประมงของภูมิภาครวมถึงการจัดทำรายงานสถานการณ์ประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEASOFIA 2027) เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาภาคการประมงทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก SEAFDEC จำนวน 11 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทย เนการาบรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO)

องค์การเครือข่ายศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Network of Aquaculture Centres in Asia – Pacific : NACA) องค์การระหว่างประเทศด้านข่าวสารการตลาดและบริการแนะแนวด้านเทคนิคของสินค้าสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Intergovernmental Organization for Marketing Information and Technical Advisory Servicesfor Fishery Products in the Asia and Pacific Region : INFOFISH) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World WideFund for Nature : WWF) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur InternationaleZusammenarbeit : GIZ) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา (The Embassy of The United States of America : U.S. Embassy) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) ตลอดจนผู้แทนจากสำนักเลขาธิการและหน่วยงานภายใต้ SEAFDEC เข้าร่วมการประชุมตลอดระยะเวลา 3 วัน
อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า การที่ราชอาณาจักรไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 58CM ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการประมงทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน อาทิ การเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาIUU Fishing ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีด้านการประเมินทรัพยากรประมงที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคประมงไทย และสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานของกรมประมงภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการประมงของภูมิภาคและของโลกต่อไป
