รมช.เกษตรฯขายฝัน ดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ” ชูสหกรณ์กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ประกาศจะผลักดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ“ ชูสหกรณ์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตร เผยมีจุดเด่นทั้งด้านการผลิตพืชเศรษฐกิจ การแปรรูปสินค้าเกษตร และประตูการค้าชายแดน 

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่าเปิดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย”  ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย จำกัด ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ว่าจังหวัดเชียงรายมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการผลิตพืชเศรษฐกิจ การแปรรูปสินค้าเกษตร และประตูการค้าชายแดน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ หรือเป็นศูนย์กลางในการผลิตพืชเศรษฐกิจ (Agricultural Hub) ของภาคเหนือ” โดยใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

โดยเน้นหนักที่สหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจหลักในการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา ผลไม้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และโคนม โดยเฉพาะ “ข้าว” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเชียงราย ปัจจุบันมีสหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าว จำนวน 16 สหกรณ์ มีจุดรับซื้อทั้งสิ้น 29 จุด โดยเริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่เดือนเมษายน – พฤษภาคม 2569 และสามารถรวบรวมได้แล้วกว่า 1 แสน 7 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะใช้ “ระบบสหกรณ์” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรธุรกิจของชุมชนที่เข้มแข็ง โปร่งใส และแข่งขันได้ ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่าง ๆ

รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพและเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้ภาคการเกษตรของไทยเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีกลไกระบบสหกรณ์เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนที่จะขับเคลื่อนว่า ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนในช่วงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ขบวนการสหกรณ์ ดังนี้ 1. การส่งเสริมสหกรณ์ผลิตปุ๋ยใช้เอง โดยเฉพาะการทำปุ๋ยผสมใช้เองตามค่าการวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพจากน้ำนมดิบ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยลดต้นทุนของสมาชิก เพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืช

2. บริหารธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของสหกรณ์ โดยขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง วางแผนการจัดหาน้ำมันเพื่อให้บริการสมาชิกเพียงพอต่อความต้องการ โดยให้บริการสมาชิกก่อนลูกค้าอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการทำการเกษตร และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้แก่สหกรณ์ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์และโซล่าร์รูฟท็อป สำหรับใช้ในอุปกรณ์การเกษตรและระบบสูบน้ำ เพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง

3. สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) กรอบวงเงิน 2,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนสมาชิก กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธุรกิจสหกรณ์ รวมทั้งผ่อนผันและขยายเวลาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

4. ยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาด สร้างอำนาจต่อรองและเชื่อมโยงสินค้าตรงสู่ผู้บริโภค ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพัฒนาการคัดแยก แปรรูปและสร้างแบรนด์สินค้าสหกรณ์ การใช้ระบบดิจิทัลบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความโปร่งใส แม่นยำ และเพิ่มทักษะของฝ่ายจัดการ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน รวมทั้งสร้างโมเดลการเชื่อมโยงเครือข่าย Cooperative Distribution Center (CDC) ระดับจังหวัด/ระดับภาค เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าสหกรณ์

สำหรับการจัดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” นับเป็นกลไกสำคัญในการเปิดเวทีให้เกิดการถ่ายทอดนโยบาย ทิศทาง และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่สหกรณ์และเกษตรกรอย่างทั่วถึง ชัดเจน และเข้าใจง่าย อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นการรวมพลังของขบวนการสหกรณ์เสริมสร้างความเข้มแข็ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนแสดงศักยภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและยั่งยืน