สจล. เปิดพิมพ์เขียว “ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” ชูโมเดลเกษตรแม่นยำ แยกโซนเหนือ-ใต้ ผนึกกำลัง Fort Asia – Fort Argo ดันโกโก้ไทยบุกตลาดสากล 

ก้าวใหม่วงการอุตสาหกรรมโกโก้ไทย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิด “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย” เน้นย้ำความเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการเรียนรู้สายพันธุ์โกโก้อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมวางโครงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อสร้างมาตรฐานการหมักและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับการส่งออกทั่วโลก เบื้องต้นประเดิมป้อนตลาดรัสเซียเดือนละ 500 ตัน

วันที่ 9 เมษายน 2569 รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล. มีบทบาทในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อให้องค์ความรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม รองรับการทำงานในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสที่ สจล.ได้ร่วมมือในโครงการโกโก้ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย ได้จัดตั้ง“ศูนย์จิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” จะก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาโกโก้ จะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิตโกโก้อินทรีย์

ด้าน ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. กล่าวว่า สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ร่วมกับมูลนิธิ Earthsafe และสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Agricultural Technology in Southeast Asia) หรือ AATSEA โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาโกโก้อินทรีย์ระหว่างประเทศไทยและรัสเซีย ที่ สจล.วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร นั้นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์

ทั้งนี้เนื่องจากมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ รองรับการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนา จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการหมัก กระบวนการแปรรูป และจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโกโก้อินทรีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยและเกษตรกร อีกด้วยและหัวใจสำคัญของศูนย์วิจัยฯ คือการศึกษาและคัดแยกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ของไทย โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 พื้นที่หลัก คือ

1. ภาคเหนือ (เชียงใหม่) เป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์รวมถึงการรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ซึ่ง สจล. ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สวนบัวนวล (ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อศึกษาการกระจายและจำหน่ายต้นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคเหนือ และเป็นจุดแปรรูปและรวบรวม ในการพัฒนาวิสาหกิจใน อ.สันป่าตอง ให้เป็นจุดรับซื้อผลผลิต รวบรวม และแปรรูปขั้นต้นเพื่อการส่งออก

2. ภาคใต้ (ชุมพร-นครศรีธรรมราช) ร่วมมือกับวิสาหกิจผู้ผลิตและแปรรูปโกโก้ชุมพร และ กลุ่มกรุงชิง นครศรีธรรมราช โดย สจล. จะเข้าไปตั้งจุดคัดแยก พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง รวมถึงศึกษาระบบการหมักในระดับอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานรสชาติที่เป็นสากล

                                                                        ดิมิทรี โทลพิโก

ขณะที่นายดิมิทรี โทลพิโก กรรมการบริษัทฟอร์ทอาโกร จำกัด กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ของบริษัท จะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการดำเนินงานดังนี้ 1. บริษัท Fort Asia : รับหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรับซื้อผลผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมวางแผนพัฒนาการแปรรูปปลายน้ำ (Downstream) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพสูงสำหรับจำหน่ายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และยุโรป

2. บริษัท Fort Argo : เน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับสหกรณ์ และ วิสาหกิจ เพื่อผลักดันนโยบายและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแก่เกษตรกร ให้ความรู้ด้านการวางแผน การใช้เกษตรแม่นยำ การให้ความรู้ด้านการเงิน รวมถึงการแปรรูปคุณภาพอุตสาหกรรมมาตรฐาน

 โดยศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย สจล. จะเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาต้นพันธุ์ ระบบการคัดแยกเมล็ดคุณภาพ กระบวนการหมักร่วมกับวิสาหกิจท้องถิ่น จนถึงขั้นตอนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้ง ระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณภาพของโกโก้จากประเทศไทย

“เราไม่ได้แค่ปลูกโกโก้ แต่เรากำลังสร้าง Supply Chain ของการผลิตโกโก้ที่ยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยนำการตลาด เพื่อให้เกษตรกร รวมถึงผู้แปรรูปขั้นต้น และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับพรีเมียม” โทลพิโก กล่าว

ส่วนนายกานต์ รัตนเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท Fort Agro จำกัด กล่าว ที่จริงประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่า 80-90 % ทั้งที่บ้านเราก็ปลูกโกโก้เหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาเป็นการปลูกแบบกระจัดกระจาย ยากต่อการรวบรวมและควบคุมคุณภาพ ทำให้เกิดปัญหาด้านการตลาดคือปลูกแล้วหาคนซื้อได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โครงการเกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมีการรวบรวมเกษตรที่ปลูกโกโก้ในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนที่รวมอยู่ในจุดใกล้เคียงกันและจะมีการดูแลในด้านคูณภาพ และรวบรวมผลผลิต ซึ่งภายใน 2 ปีแรกจะมีความชัดเจน เพราะเบื้องต้นทางบริษัทได้เปิดตลาดในรัสเซียแล้วเดือนละ 500 ตัน ขณะที่ตลาดภายในประเทศก็ยังมีความต้องการสูงหากผลผลิตมีคุณภาพตลาดต้องการอยู่แล้ว