
กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติฯ วุฒิสภา พบพิรุธ น.ส. 3 ก. ทับที่อุทยานฯใน จ.ระนองกว่า 2 พันไร่ งง 3 ปีซุกเงียบไร้คนเพิกถอน เผยพบมีบริษัทคนจีนด้วย “ชีวะภาพ ชีวะธรรม” หาทางออกต้องยื่นศาลปกครอง ให้คุ้มครองด่วนก่อนป่าาจะเหี้ยนทั้งลูก ลั่นพร้อมลากคอข้าราชการเอี่ยวเข้าคุก
วันที่ 24 มี.ค.69 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณากรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบในพื้นที่อ่าวจาก ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง และกรณีการลักลอบค้าไม้มีค่าข้ามชาติโดยมีการลำเลียงจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปรวบรวมไว้ยังโกดังไม้ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังตามประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมที่ดินและกรมพัฒนาที่ดินเข้าชี้แจงให้ข้อมูล

นางธิติกานต์ บัวจันทร์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระนอง กล่าวว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวได้รับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส. 3 ก. จำนวน 105 แปลง เมื่อปี 2532-2537 เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ โดยมีกลุ่มผู้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินประกอบด้วยกลุ่มบริษัทเอกชนจำนวน 3 บริษัท รวม 33 แปลง และกลุ่มบุคคลธรรมดาอัก 72 แปลง มีทั้งเป็นการออกเฉพาะรายที่สืบเนื่องมาจากหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดินส.ค. 1 จำนวน 46 แปลง แต่พบ หนังสือรับรองการทำประโยชน์น.ส 3ก. ที่ออกโดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินหรือไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินจำนวน 59 แปลง
นอกจากนี้สำนักงานที่ดินจังหวัดระนองยังได้ตรวจสอบพบว่า ที่ดินจำนวน 16 แปลงอยู่ในเขตเขาและบางส่วนมีความลาดชันเกิน 35% ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทย จึงดำเนินการ ส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบเห็นมีร่องรอยตัดไม้ ไถ ขุดดินหลายตำแหน่ง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นตำแหน่งที่ดินตามน.ส.3 ก.หรือไม่

ด้านนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวผ่านมานาน 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดดำเนินการเพิกถอนที่ดินดังกล่าวออกไปแต่อย่างใด จึงได้มีการพิจารณาตามข้อกฎหมายว่าจะฟ้องศาลแพ่ง ซึ่งที่ประชุมในขณะนั้นมีมติให้ขอคุ้มครองพื้นที่ชั่วคราว และขอให้พิสูจน์เรื่องการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนขึ้นสู่ศาล
ขณะที่นายชีวะภาพ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาได้รับร้องเรียนว่ามีการบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้ , เปิดป่าในที่ดินดังกล่าว ซึ่งพบการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินอุทยานบางส่วน

ชีวะภาพ ชีวะธรรม
อีกทั้งพื้นที่บางส่วนอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ โดยประชาชนในพื้นที่เกิดความรู้สึกเสียดายป่าไม้ที่ถูกคนบางกลุ่มขึ้นไปตัดต้นจนกลายเป็นป่าแหว่ง ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ขณะที่ ส.ส.ในพื้นที่ก็ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่ากรมอุทยานฯและกรมป่าไม้ กำลังดำเนินการเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กรมที่ดินก็จะร่วมดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม
ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า ในเมื่อผู้ครอบครองที่ดินยังมีเอกสารสิทธิ์อยู่ จะปล่อยให้ตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้ จึงแนะนำให้ใช้อำนาจศาลปกครอง ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่าน่าจะต้องมีผู้ที่ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวจนกว่าจะมีการพิสูจน์เอกสารสิทธิที่ถูกต้อง

“วันนี้ต้องร้องไปที่ศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราวเสียก่อน ระหว่างนี้ให้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ว่าออกโดยชอบหรือไม่ชอบ ใครเกี่ยวข้องก็ต้องติดคุกติดตารางไป แต่วันนี้จะต้องหยุดขบวนการตัดไม้ก่อนให้ได้ โดยในวันที่ 26 มีนาคมนี้ จะเชิญนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณพื้นที่ดังกล่าว” นายชีวะภาพ กล่าว.
ประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรทมชาตฯ วุฒิสภา กล่าวอีกว่า อยากให้เจ้าของแปลงที่ดินซึ่งเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 3 บริษัท 1 ในนั้นมีบริษัทชื่อคล้ายสัญชาติจีน 1 บริษัท ให้ความร่วมมือในการนำชี้ตรวจสอบที่ดินกับเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ส่วนตนเชื่อว่าหน่วยงานในพื้นที่จะต้องเร่งรัด ซึ่งเชื่อว่าจะไม่นานได้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลว่าพวกที่ตัดไม้ออกไปแล้ว จะรอดตัว อีกทั้งตนจะเป็นผู้ประสาทให้นายชัยวัฒน์เป็นตัวกลางประสานเพื่อยื่นเรื่องร้องต่อศาลปกครองเพื่อคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ป่าไม้ถูกตัดทำลายจนหมดภูเขาไปเสียก่อน.
