ทางเลือกใหม่ชาวหัวไทร ใช้บ่อกุ้งร้าง เลี้ยง “ปูขาวอินทรีย์” ขาย กก.ละ 700 บาท ใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหาร

 เกษตรกรอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ปรับตัวจากวิกฤตโรคระบาดในนากุ้ง สู่การพัฒนา “ปูขาวอินทรีย์” เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ของชุมชน ชูแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน  นำปลาหมอคางดำแปรรูปเป็นอาหารปู ลดต้นทุนการผลิต พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น ขายกันราคา กก.ละ 700 บาท

นายณัฏฐชัย นาคเกษม เกษตรกรบ้านเนินหนองหงส์ อำเภอหัวไทร เปิดเผยว่า เดิมพื้นที่เป็นนากุ้งร้างจากปัญหาโรคระบาด ทำให้ต้องหยุดกิจการและปล่อยบ่อทิ้งไว้ ต่อมาได้รับคำแนะนำจาก ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในการปรับเปลี่ยนมาเลี้ยง “ปูขาว” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดมีความต้องการสูง และสามารถเลี้ยงในระบบกึ่งธรรมชาติได้

จุดเด่นของโมเดลนี้คือการนำ “ปลาหมอคางดำ”ซึ่งพบในพื้นที่ มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักผลิตอาหารปู โดยผ่านกระบวนการแช่แข็งที่อุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของไข่ปลา จากนั้นนำมาบดและคลุกเคล้ากับจุลินทรีย์ก่อนนำไปใช้เลี้ยงปู

ผลลัพธ์ที่ได้คือปูมีอัตราการเติบโตเหมาะสม เนื้อหวาน คุณภาพดี และช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันปูขาวอินทรีย์สามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 400–700 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ

ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรยังรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านในพื้นที่ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยมีความต้องการวันละประมาณ 400–500 กิโลกรัม ส่งผลให้เกิดรายได้เสริมแก่ครัวเรือน และช่วยควบคุมปริมาณปลาต่างถิ่นไปพร้อมกัน

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงลดต้นทุนการผลิต แต่ยังฟื้นฟูบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งร้างเดิมให้กลับมาใช้ประโยชน์ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับชุมชนชายฝั่ง

กรณีศึกษาจากอำเภอหัวไทรสะท้อนศักยภาพการปรับตัวของเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือด้านวิชาการและการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โมเดล “ปูขาวอินทรีย์จากปลาหมอคางดำ” จึงกำลังได้รับความสนใจในจังหวัดนครศรีธรรมราช และมีแนวโน้มต่อยอดเป็นต้นแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สร้างรายได้มั่นคงควบคู่กับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว.