กรมประมง ชู 5 แนวทางการบริหารจัดการประมงของไทยระดับโลก บนเวทีประชุม SCFM ครั้งที่ 2 ที่ไอซ์แลนด์

ฐิติพร หลาวประเสริฐ

อธิบดีกรมประมง..หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการประมง ครั้งที่ 2 (The Second Session of the COFI Sub-Committee on Fisheries Management : 2nd SCFM) จัดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองเรคยาวิก สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการประมงของโลก พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดีด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญระดับโลกในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางเชิงวิชาการด้านการบริหารจัดการประมงของประเทศสมาชิก FAO ซึ่งมีจำนวน 193 ประเทศ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร (Non Governmental Organizations; NGOs) ภายใต้บริบทความท้าทายของทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดยมุ่งให้ความสำคัญในการกำกับดูแลและบริหารจัดการประมง เพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน โดยใช้หลักจรรยาบรรณว่าด้วยการประมงที่รับผิดชอบของ FAO (FAO Code of Conduct for Responsible Fisheries : CCRF) โดยตลอดระยะเวลา 5 วันของการประชุม ประเทศไทยได้นำเสนอท่าทีและถ่ายทอดประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านการจัดการประมงที่มุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีกับประเทศสมาชิกในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการประมงบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ควบคู่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

2. การพัฒนาการบริหารจัดการประมงแบบหลายชนิดพันธุ์ ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงที่ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน อาทิ การศึกษาวงจรชีวิตปลาทูและการกำหนดมาตรการปิดฤดูทำการประมง รวมทั้งการประเมินทรัพยากรสัตว์น้ำโดยใช้หลักผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) เพื่อกำหนดวันทำการประมงและการออกใบอนุญาตอย่างเหมาะสม

3. การบริหารจัดการขีดความสามารถกองเรือประมง ประเทศไทยได้บูรณาการตามแผนปฏิบัติการสากลเพื่อบริหารจัดการขีดความสามารถกองเรือประมง (IPOA-Capacity) ในแผนบริหารจัดการประมงแห่งชาติ ควบคุมการทำประมงด้วยการออกใบอนุญาตทำการประมงให้สอดคล้องกับการประเมิน MSY การอนุญาตให้เรือประมงที่มีใบอนุญาตทำการประมงสามารถจดทะเบียนเรือประมงได้เท่านั้น

4. การบูรณาการมิติทางสังคมในการบริหารจัดการประมง โดยให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของชาวประมงในการกำหนดมาตรการบริหารจัดการ ผ่านกลไกการรับฟังความคิดเห็นและคณะกรรมการประมงจังหวัด พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แนวทางเพื่อความมั่นคงของการทำประมงขนาดเล็กที่ยั่งยืนของ FAO (FAO guideline for securing sustainable small-scale fisheries) และการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำประมง

5. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค ประเทศไทยมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในองค์กรบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาคที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก พร้อมปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และรายงานข้อมูลตามข้อกำหนด ตลอดจนพัฒนาระบบ MCS และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำประมงนอกน่านน้ำของเรือประมงไทยในพื้นที่ ภายใต้การบริหารจัดการขององค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า  การเข้าร่วมประชุม SCFM ครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกรมประมงในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการประมงระดับโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับหลักสากล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมประมงไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”ที่มุ่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนภาคการประมงไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป