ประกาศิต “4 ไม่” คุมเข้มทุเรียนส่งออก ย้ำฝ่าฝืนลงดาบแรง ระงับทันที

 
 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สั่งคุมเข้มคุณภาพทุเรียนสดส่งออก ย้ำมาตรการ “4 ไม่” ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสี/ไม่มีสาร หากฝ่าฝืนระงับส่งออกทันที มุ่งสร้างความเชื่อมั่นผลไม้ไทยในตลาดจีน ตั้งเป้าส่งออกผลไม้คุณภาพมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานและยกระดับมาตรการกำกับดูแลผลไม้สดส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรมวิชาการเกษตร โดยมีนางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานเชิงระบบในการยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย
                                                            รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์
นายรพีภัทร์ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรส่งออกของไทยให้มีมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล โดยเฉพาะฤดูกาลผลิตปี 2569 ให้ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับการส่งออกทุเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้กำชับให้ยึด “มาตรการ 4 ไม่” ได้แก่ ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสี/ไม่มีสาร ควบคู่กับการตรวจสอบย้อนกลับได้จริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุ การตรวจคุณภาพ การออกใบรับรอง จนถึงขั้นตอนการส่งออก หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของทุเรียนสด ได้มีมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเน้นการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 (BY2) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนแคดเมียมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนกับ GACC จำนวน 14 แห่ง สามารถรองรับการตรวจเพื่อการส่งออกได้
     อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ให้การดำเนินมาตรการในพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมการเก็บเกี่ยวทุเรียนให้เหมาะสม ป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน และลดความเสี่ยงการสวมสิทธิ์ในระบบส่งออก พร้อมกำกับมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับจากแปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GMP อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) จังหวัดจันทบุรี เตรียมจัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงแนวทางควบคุมคุณภาพก่อนเริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยว
คาดว่าจะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์กระดุมได้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 พันธุ์ชะนีและพวงมณีตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 และพันธุ์หมอนทองรวมถึงพันธุ์ก้านยาว ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีความจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวก่อนวันที่กำหนด ต้องนำผลผลิตเข้ารับการ “ตรวจก่อนตัด” โดยตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้ง เพื่อยืนยันความสุกของผลผลิต และป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนอย่างเด็ดขาด
 นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ยกระดับมาตรการ “Big Cleaning” ในโรงคัดบรรจุทุเรียน โดยครอบคลุมการทำความสะอาดพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สัมผัสผลผลิต อาทิ สายพานลำเลียง เครื่องชั่ง ตะกร้า พาเลท และภาชนะบรรจุ ตลอดจนการจัดระเบียบพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามและลดความเสี่ยงการปนเปื้อนสารต้องห้าม พร้อมย้ำการดำเนินงานตามแนวทาง “Set Zero” ไม่ใช้สารเคมีอันตรายและสีในกระบวนการคัดบรรจุ โดยให้ทุกโรงคัดบรรจุปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของลำไยสด ที่ประชุมได้รายงานผลการสุ่มเก็บตัวอย่างและการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับลำไยสด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงความก้าวหน้าของโครงการวิจัยการบริหารจัดการปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไย เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเกณฑ์มาตรฐานของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรเตรียมยกระดับการกำกับดูแลการส่งออกลำไยสด โดยจัดระบบบริหารความเสี่ยงโรงคัดบรรจุในรูปแบบ “เขียว–เหลือง–แดง” ควบคู่กับการกำกับการตรวจวิเคราะห์ค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อลำไยให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 50 ppm เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และสนับสนุนการส่งออกลำไยไทยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจวิเคราะห์ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสดได้จำนวน 13 แห่งทั่วประเทศ รองรับการตรวจเพื่อการส่งออกตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้การดำเนินงานด้านการสุ่มตรวจและการปิดตู้สินค้าเพื่อการส่งออกเป็นไปตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรการที่กำหนด เพื่อให้กระบวนการส่งออกมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า