
กรมประมง ดีเดย์ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ประกาศ ปิดอ่าวไทย 3 จังหวัด “ระจวบคีรีขันธ์-ชุมพร -สุราษฎร์ธานี” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,400 ตารางกิโลเมตร หวังขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำช่วงวางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน เผยปิดอ่าวปี 2568 เมื่อสิ้นสุดมาตรการ พบว่าสถิติการจับสัตว์น้ำเขตอ่าวไทยตอนกลางเพิ่มขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวัน
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 พร้อมปล่อยขบวนเรือตรวจการออกปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรประมงฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า การดำเนินมาตรการในวันนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ‘ปลาทูไทย’ ให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์และเติบโตในช่วงฤดูกาลวางไข่ ซึ่งกรมประมงได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,400 ตารางกิโลเมตร ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อยับยั้งการใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ และป้องกันความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล มาตรการนี้นับเป็นพันธกิจสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณื โดยกรมประมงยึดถือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยกลไกความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ผู้แทนประมงพาณิชย์ และพี่น้องประมงพื้นบ้าน ที่ร่วมใจกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล เพื่อส่งมอบความอุดมสมบูรณ์และอาชีพประมงที่มั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนสืบไป

ด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า วันนี้ ได้มีการปล่อยขบวนเรือตรวจการประมง จำนวน 15 ลำ ออกปฏิบัติการตรวจติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่ และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อฟื้นฟูทะเลอ่าวไทย ทั้งหมด 502,300 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 500,000 ตัว และปลากระบอกดำ 2,300 ตัว มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 13 ชุมชน

สำหรับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ประจำปี 2569 ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 3 เขตมาตรการ และ 2 ช่วงเวลา คือ เขตมาตรการที่ 1 พื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง เขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม ของทุกปี เขตมาตรการที่ 2 พื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ตามแนวชายฝั่งระยะห่าง 7 ไมล์ทะเลโดยประมาณ ซึ่งเป็นแหล่งที่สัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 5,300 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 14 มิถุนายน ของทุกปี

ส่วนเขตมาตรการที่ 3 พื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 2,900 ตารางกิโลเมตร ห้วงเวลาเดียวกับเขตมาตรการที่ 2 ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง โดยในพื้นที่และห้วงเวลาดังกล่าว กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือประมงบางชนิดตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น

ทั้งนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมา เมื่อสิ้นสุดมาตรการ พบว่า สถิติการจับสัตว์น้ำเขตอ่าวไทยตอนกลาง เพิ่มขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวัน ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกันกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำ สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
