
ม.เกษตรศาสตร์ ได้ฤกษ์จัดงาน “เกษตรแฟร์ ประจำปี 2569” งานมหกรรมนวัตกรรมการเกษตรครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้แนวคิด “สืบสานพระปณิธานพระพันปี สู่วิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน” เปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยให้ประชาชนร่วมเรียนรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างงานสร้างอาชีพได้จริง เพลิดเพลินกับการอบรม การสาธิต การให้บริการวิชาการ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ร่วมลุ้นไปกับการประกวดแข่งขันทางการเกษตร ช้อป ชิม ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สินค้าท้องถิ่น ชูไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือผลงานวิจัยนวัตกรรมเด่น เพื่อตอบโจทย์อนาคตที่ยั่งยืนกว่า 120 ผลงาน ระหว่างวันที่30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืน
วันที่ 22 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประธานคณะกรรมการดำเนินงานจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 พร้อมด้วยผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ในฐานะประธานอนุกรรมการฝ่ายจัดแสดงผลงานนวัตกรรม ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ในฐานะประธานฝ่ายกิจกรรมนิสิต และ ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ในฐานะประธานฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ ร่วมให้รายละเอียดการจัดงาน
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มุ่งน้อมนำพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นรากฐานในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่วิถีแห่งอนาคตเกษตรกรรมที่มั่นคง สมดุล และยั่งยืน
ดร.ดำรงค์ กล่าวว่า งานเกษตรแฟร์เป็นภารกิจหลักที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีต้นกำเนิดมาจากการจัดงานตลาดนัดเกษตรกลางบางเขน เมื่อปี พ.ศ. 2491 และต่อยอดมาเป็นการจัดงานเกษตรแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2496 จนมาเป็นงานเกษตรแฟร์ในปี พ.ศ. 2532 เพื่อทำหน้าที่สถาบันทางการศึกษาเป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ศาสตร์แห่งแผ่นดิน จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในสังคม ควบคู่กับการน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเกษตรไทยอย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า “เกษตรแฟร์ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้และห้องปฏิบัติการภาคสนาม ที่เปิดโอกาสให้นิสิต อาจารย์ และบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่ประชาชนโดยตรง พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกิดการหมุนเวียนรายได้อย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ นิทรรศการพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในชื่อ“ผลิบานชั่วกาลอนันต์” ซึ่งจัดโดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริเวณ โซน I “We are KU” บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิรินั้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงานเกษตรแฟร์ที่สะท้อนการบูรณาการ
องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยควบคู่การสืบสานพระราชปณิธาน และการขับเคลื่อนศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ด้าน ผศ.ดร.กฤษณ์ ในฐานพประธานอนุกรรมการฝ่ายจัดแสดงผลงานนวัตกรรม กล่าวว่า ภายในงานเกษตรแฟร์ 2569 มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรม งานวิจัย และผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย กว่า 120 ผลงาน อาทิ ไหมอีรี่กับพระราชินีแห่งศิลป์และอาชีพ หุ่นยนต์ช่วยตรวจสุขภาพ (Mobility Healthcare Robot) หุ่นยนต์ดริปกาแฟ เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องวิเคราะห์คุณภาพข้าวในภาคสนาม เซนเซอร์วัดความชื้นในดิน “เกษตรไทย IOT” ชุดตรวจโรคเซอร่าแบบตกตะกอนอย่างง่าย อุปกรณ์ฝึกการนวดหัวใจสัตว์แบบดิจิตอล รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและนมภายใต้แบรนด์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์
ส่วน ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน และประธานฝ่ายกิจกรรมนิสิต กล่าวว่า งานเกษตรแฟร์เปรียบเสมือนห้องเรียนภาคสนามและเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนิสิต ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เสริมสร้างทักษะรอบด้าน และปลูกฝังจิตสาธารณะเพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ควบคู่คุณธรรม พร้อมรับใช้สังคมและประเทศชาติ
ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สิน และประธานฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ กล่าวว่า การบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ภายในงาน เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และมูลนิธิ ให้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้า สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

การจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 แบ่งพื้นที่ออกเป็น 13 โซน มีร้านค้ารวมประมาณ 2,000 ร้าน ประกอบด้วยร้านค้านิสิต 238 ร้าน ร้านอาหารนิสิต 19 สโมสรนิสิต และได้รับการตอบรับจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ 7 ประเทศ ได้แก่ ฮังการี รัสเซีย จีน ลาว ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และหน่วยงานนานาชาติ 4 องค์กร ร่วมกิจกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนศิลปวัฒธรรมประจำชาติ สร้างความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนนำผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของแต่ละประเทศ มาร่วมแสดงและจำหน่าย
นอกจากนี้ ทุกคณะและสถาบันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังร่วมจัดแสดงผลงานและถ่ายทอด
องค์ความรู้สู่ประชาชน ในโซน H บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ รวมถึงพื้นที่ของคณะต่าง ๆ ตลอดเส้นทางการจัดงาน นับเป็นการพลิกฟื้นบรรยากาศเกษตรแฟร์แบบดั้งเดิม เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอาจารย์ นักวิจัย และนิสิตโดยตรง
ภายในงานยังมีกิจกรรมประกวดและการแสดงหลากหลาย อาทิ การประกวดวาดภาพ ระดับอนุบาลหัวข้อ “โลกใต้ทะเล” ระดับประถมศึกษาหัวข้อ “การประมงคืนชีวิตด้วยพระราชกรณียกิจพระพันปีหลวง” การประกวดแข่งขันตัดแต่งขนสุนัข การแสดงสุนัขทหารจากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษ 3 การประกวดแฟนซีสุนัข
การประกวดปลากัดป่าสวยงาม การประกวดผลไม้ การประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำ การประกวดไม้ประดับ และการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตรฯ

ในปีนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำแนวคิด “การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง” มาใช้ภายในงานเป็นครั้งแรกด้วยการใช้ถุงขยะรักษ์โลกจากการสนับสนุนของบริษัทแอดวานซ์ไบโอ ผู้นำด้านนวัตกรรมพลาสติกย่อยสลายได้ของประเทศ พร้อมจัดจุดคัดแยกขยะจำนวน 15 จุด และจุดทิ้งขยะคัดแยกด้วยตนเองอีก 10 จุด ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสะท้อนการจัดงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “เกษตรแฟร์ 2569” มหกรรมแห่งปีที่รวมองค์ความรู้ นวัตกรรม และสีสันของเกษตรไทย ระหว่างวันที่ 30 มกราคม –7 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถติดตามรายละเอียดและแผนผังการจัดงานได้ที่แอปพลิเคชัน InsideKU ฟีเจอร์ “เกษตรแฟร์” ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android และ iOS ที่รวมข้อมูลข่าวและรายละเอียดงานเกษตรแฟร์ 2569 e-book นวัตกรรมในงานเกษตรแฟร์ 2569
นอกจากนี้ในงานแถลงข่าวเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ได้จัดนิทรรษการที่เป้นนวัตกรรม ประกอบด้วยอุปกรณ์ฝึกการนวดหัวใจสัตว์แบบดิจิตอล (กลุ่ม 8 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน) ที่ นำไปใช้ฝึกปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพสัตว์ด้วยการกดหน้าอกนวดหัวใจได้อย่างถูกต้อง โดยผู้ฝึกจะทราบเกี่ยวกับความลึกและความเร็วในการกด ตำแหน่งการวางมือ รวมถึงจังหวะการช่วยหายใจ ทำให้ผู้ฝึกสามารถปรับเทคนิคให้ถูกต้องตามมาตรฐานได้ ช่วยให้ผู้ฝึกได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง เนื่องจากเป็นทักษะสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตของสัตว์ในสภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับบุคลากรสายงานสัตวแพทย์ เทคนิคการสัตว์แพทย์ และการพยาบาลสัตว์ที่ต้องเรียนรู้วิธีการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้อง เนื่องจากเป็นทักษะสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตของสัตว์ในสภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ (กลุ่ม 2 นวัตกรรมการเกษตรยุคใหม่) เหมาะกับการปลูกพืชไร้ดินทั้งฟาร์มขนาดเล็กและฟาร์มขนาดใหญ่ ที่ต้องมีการปรับธาตุอาหารตามที่ต้องการทุกวัน เครื่องมือนี้ช่วยให้การผสมปุ๋ยมีประสิทธิภาพจากการผสมปุ๋ยอย่างถูกต้องตามค่าที่ต้องการผ่านการอ่านค่าจากเซนเซอร์วัดค่า EC และ pH โดยตรง ช่วยลดแรงงานคน ทำให้เกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างแม่นยำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำงานได้ทั้งแบบกำหนดเองและแบบอัตโนมัติ
MOBILITY HEALTHCARE ROBOT (กลุ่ม 8 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน) หุ่นยนต์ช่วยตรวจสุขภาพ พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยกิจกรรมคัดกรองสุขภาพประจำวัน ได้แก่ การวัดอุณหภูมิร่างกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดค่าออกซิเจนในเลือด และวัดความดันโลหิต ตลอดจนการส่งมอบยาประจำตัวให้แก่ผู้ป่วยหรือผู้พิการ ควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ด้วยระบบปฏิบัติการอาร์โอเอส (ROS) ทำงานร่วมกับระบบไอโอที (loT) รองรับการสั่งการแบบอัตโนมัติผ่านระบบเว็บแอพลิเคชัน (Web application) มีระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ (Self-driving) และระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางแบบเรียลไทม์ (Realtime) สามารถเดินทางไปให้บริการตามจุดต่าง ๆ ผ่านการจำลองแผนที่การเดินทางที่มีลักษณะเป็นระบบแผนที่แบบเสมือนจริง ลดภาระงานแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วยตลอดจนช่วยรักษาระดับมาตรฐานการให้บริการกิจกรรมการคัดกรองสุขภาพประจำวัน ช่วยยกระดับกระบวนการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค
ชุดตรวจโรคเซอร่าแบบตกตะกอนอย่างง่าย (กลุ่ม 8 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน) โรคเซอร่าเกิดจาการติดเชื้อ Trypanosoma evansi ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก่อให้เกิดอาการไข้ แท้ง ผสมไม่ติด น้ำนมลดและเสียชีวิต ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาคปศุสัตว์ ด้วยอาการที่ไม่จำเพาะในปศุสัตว์ การตรวจคัดกรองโรคในสัตว์ จึงมีความจำเป็น วิธีที่ WOAH แนะนำให้ใช้ตรวจหาภูมิคุ้มกัน คือวิธี card agglutination test แต่ชุดทดสอบดังกล่าวผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาสูง เพื่อทดแทนการนำเข้า ดังนั้นจึงได้พัฒนาชุดตรวจโรคเซอร่าแบบตกตะกอนอย่างง่ายขึ้นและสามารถใช้กับตัวอย่างซีรั่มสัตว์ เพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ไวและจำเพาะต่อโรคเซอร่าและอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า สะดวกและเหมาะสำหรับการปฏิบัติงานภาคสนาม
ชุดตรวจโรคเซอร่าแบบตกตะกอนอย่างง่ายที่ผลิตได้จากเชื้อ T. evansi ที่เพาะเลี้ยงได้ในห้องปฏิบัติการ สามารถใช้งานได้ง่าย อ่านผลตรวจได้รวดเร็ว ภายใน 10-15 นาที มีความจำเพาะ 96.7% ความไว 87.1% เหมาะสำหรับการตรวจคัดกรองสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ T. evansi ในภาคสนาม จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการเลือกใช้ชุดตรวจโรคเซอร่าทดแทนการนำเข้าชุดตรวจจากต่างประเทศ ในการเฝ้าระวังโรคในสัตว์เศรษฐกิจด้วย

หุ่นยนต์ดริปกาแฟ (กลุ่ม 4 เครื่องจักรกลเพื่อตอบโจทย์อนาคต) ในธุรกิจกาแฟซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและลูกค้ามีความคาดหวังด้านคุณภาพ ความสม่ำเสมอและความรวดเร็ว การผสมผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ากับระบบชงกาแฟจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูง ในหลายประเทศได้มีการทดลองพัฒนา หุ่นยนต์บาริสต้า หรือเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงงานมนุษย์มากนัก เราจึงได้จัดทำระบบหุ่นยนต์ชงกาแฟอัตโนมัติ ด้วยแขนกล Dobot CR5 ขึ้นเพื่อจำลองการทำงานของหุ่นยนต์บาริสต้าและต่อยอดสู่การชงกาแฟในรูปแบบอื่น ๆ
การพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการ (Service Robotics) ผลผลิตจากงานวิจัยเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ในประเทศไทย เช่น ระบบชงเครื่องดื่มอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์เตรียมอาหารที่มีความละเอียดสูง ช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการในภูมิภาคอาเซียน
