“NIA –มูลนิธิข้าวไทยฯ” ได้ฤกษ์จัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 69” หวังกระตุ้นมูลค่าพืชเศรษฐกิจหลัก พร้อมแง้มเทรนด์ ปลุกโอกาสการใช้นวัตกรรมชิงความได้เปรียบ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยฯ ได้ฤกษ์ จัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” หวังส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสำหรับเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านการ เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันและแบรนด์นวัตกรรมจากข้าวไทย เผย 17 ปีที่ผ่านมามีผู้ส่งผลงานนวัตกรรมข้าวไทยเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน พร้อมเปิดโอกาสการแข่งขันในอุตสาหกรรมข้าวไทยด้วยนวัตกรรม ทั้งตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวหรือกระบวนการผลิตข้าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – วันที่ 30 มิถุนายน 2569

วันที่ 19 มกราคม 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าว กำหนดจัดโครงการจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” ณ ชั้น M สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ถนนโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ  โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธาน

ดร.สุเมธกล่าวว่า การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีนี้ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทยและต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีความเป็นนวัตกรรมสูงขึ้น ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิจัยที่ละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น มีการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและจุลินทรีย์ด้วยเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง

                                                         ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ทำให้ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ความงาม และการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีความน่าเชื่อถือและสามารถผ่านการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้จริง มูลนิธิข้าวไทยฯ และ NIA จึงขอเชิญชวนผู้สนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับข้าวไทยและชาวนาไทยในอนาคต

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIANIA กล่าวว่า การจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความตระหนักด้านนวัตกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านข้าวของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และชุมชน ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่า และสามารถขยายโอกาสสู่กลุ่มตลาดอื่น ๆ นอกเหนือจากการจำหน่ายแบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา NIA ได้ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวไปแล้วกว่า 100 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนต่อยอดในระบบเศรษฐกิจกว่า 392 ล้านบาท

สำหรับในปี 2026 นี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมข้าวทั่วโลกมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของข้าวที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของประชากรโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2025 ขณะที่อเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเนื่องจากกระแสนิยมอาหารสุขภาพและอาหารทางเลือก โดยโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวไทยในหลากหลายมิติ เช่น ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน

ทั้งนี้คนไทยกว่าร้อยละ 35 เริ่มปรับพฤติกรรมการกินเพื่อจัดการระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในเขตเมือง สังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม ที่เน้นผลิตภัณฑ์ข้าวที่ย่อยง่ายและมีสารอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจและสมองเสื่อม ผลิตภัณฑ์กลุ่มรำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอกกำลังถูกนำมาใช้ในเชิงโภชนเภสัช (Nutraceuticals) ซึ่งเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนม จึงได้รับความนิยมมากขึ้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์กว่าร้อยละ 21 เริ่มใช้โปรตีนข้าวเป็นสารยึดเกาะเพื่อลดการพึ่งพาถั่วเหลือง และนวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าว ตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลจากสารสกัดข้าว เช่น เทรนด์การใช้รำข้าวหมักในการดูแลผิวและเส้นผมกำลังเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย ซึ่งไทยเองก็เริ่มมีบทบาทผ่านแบรนด์พรีเมียมและการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นด้วยเช่นเดียวกัน”

ส่วน นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย มีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยและส่วนต่าง ๆ ของข้าว ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา มีผู้ส่งผลงานนวัตกรรมข้าวไทยเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน เป็นผลงานด้านอาหาร 448 ผลงาน เครื่องสำอาง 256 ผลงาน กระบวนการผลิต 55 ผลงาน อุปกรณ์/เครื่องจักร 21 ผลงาน และอื่น ๆ 41 ผลงาน

                                                                ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส

สำหรับการประกวดในปี 2569 ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัวด้านนวัตกรรมข้าวไทย รวมถึงยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ริเริ่มคิดค้นและผลักดันนวัตกรรมข้าวไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การส่งผลงานเข้าประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกณฑ์การตัดสินจะให้ความสำคัญกับความเป็นนวัตกรรมของผลงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่นายประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด เปิดเผยว่า การพัฒนาเครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผงจากรำข้าวสกัด เกิดจากความตั้งใจในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเกษตรกรไทย เนื่องจากเดิมบริษัทกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงดำเนินธุรกิจสกัดน้ำมันรำข้าว จะเหลือกากรำข้าวสกัดมากกว่า 300,000 ตัน ซึ่งในอดีตถูกขายราคาต่ำเพียง 7-10 บาทต่อกิโลกรัมให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

                                                                   ประทีป สันติวัฒนา

บริษัทจึงเริ่มหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรำข้าวสกัดที่เหลืออยู่โดยการนำองค์ความรู้และงานวิจัยมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ “เครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง (ตราไรซ์ลี่)” ที่มีส่วนผสมจากรำข้าวมากกว่าร้อยละ 45 และเป็นผลิตภัณฑ์ Non-GMO รายเดียวในตลาดที่มีงานวิจัยรองรับและมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย อุดมด้วยวิตามิน B1 B3 แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส มีสารต้านอนุมูลอิสระ และไม่มีคอเลสเตอรอล จึงมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพสูง ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่และสังคมผู้สูงอายุ

พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สามารถยกระดับรำข้าวจากวัตถุดิบราคาต่ำสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มหลายร้อยเท่า จากจุดเด่นดังกล่าวส่งเสริมให้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2568 ประเภทกลุ่มอุตสาหกรรม นับเป็นเครื่องพิสูจน์คุณภาพและความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ รวมถึงสะท้อนศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมข้าวไทยให้ก้าวจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้

ผศ.ดร.จักรพันธ์ รูปงาม หัวหน้าสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ผู้พัฒนา Thai Rice Clay ดินปั้นงานหัตถกรรมจากแป้งข้าวเจ้า เล่าว่า นวัตกรรมนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะลดการพึ่งพาดินปั้นนำเข้าที่มีราคาสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย โดยนำแป้งข้าวเจ้าหอมมะลิซึ่งหาได้ง่ายในประเทศ มาพัฒนาผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงสูตรอย่างต่อเนื่อง จนได้ดินปั้นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับดินญี่ปุ่น ทั้งด้านความยืดหยุ่น ความเนียน และความทนทาน สามารถนำไปสร้างสรรค์งานหัตถกรรมได้หลากหลาย เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์และงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ซึ่งดินปั้นของ Thai Rice Clay ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

                                                                       ผศ.ดร.จักรพันธ์ รูปงาม

ขณะเดียวกันยังเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยจากวัตถุดิบพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยการต่อยอดเป็นงานหัตถกรรมสำเร็จรูป เช่น พวงมาลัยและพานพุ่ม ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2567 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ช่วยให้ “ดินปั้นงานหัตถกรรมจากแป้งข้าวเจ้า Thai Rice Clay” ได้ขยายการรับรู้ของตลาดและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนที่มีผลงานนวัตกรรมจากข้าว เข้าร่วมการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย เพื่อยกระดับผลงาน เพิ่มโอกาสทางการตลาด และร่วมกันผลักดันการใช้ข้าวไทยและวัสดุจากข้าวอย่างสร้างสรรค์ สอดรับกับแนวโน้มตลาดรักษ์โลกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง