ม.เกษตรฯได้ฤกษ์ตัดทุเรียนกลางกรุง ณ ทุ่งบางเขน หลังเปิดให้จอง…พรึบเดียวเหลือ “กบสุวรรณ”แค่ 4 ลูก “หนามดำ”หมดแล้ว

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ฤกษ์งามยามดี 22 เม.ษาฯ ตัดทุเรียนกลางกรุง ณ ทุ่งบางเขน ปี 2569 รอบนี้เหลือแต่ “กบสุวรรณ” ส่วน “หนามดำ”หมอดแล้ง เผยปีนี้ออกผลผลิต 5 สายพันธุ์ฺ  “หลงลับแล- กบสุวรรณ-หนามดำ-จันทบุรี 1 -มูซานคิง” เก็บไว้เพียง 90 ผล ปรากฏว่า ตอนนี้มีคนมาจองเกือบเกลี้ยง เหลือเพีง 4 ผลเท่านั้น

วันที่ 22 เมษายน 2569 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ฤกษ์งามยามดี ทำพิธีตัดทุเรียนกลางกรุง ณ ทุ่งบางเขน ประจำปี 2569 บริเวณแปลงทดลองเรือนองุ่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาเป็นประธาน

ผศ.ดร.เจนจิรา ชุมภูคำ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้รับผิดชอบโดครงการปลูกทุเรียนกลางกรุง ณ ทุ่งบางเขน กล่าวว่า ผลิตทุเรียนปี พ.ศ. 2569 ของแปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มจากต้นทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 พันธุ์ทุเรียนที่ออกดอกติดผล ในปี 2569 นี้ประกอบด้วย 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หลงลับแล กบสุวรรณ หนามดำ จันทบุรี 1 และมูซานคิง ส่วนพันธุ์หมอนทอง และจันทบุรี 3 พบการออกดออก แต่ไม่ติดผล เนื่องจาก 2 พันธุ์นี้ออกดอกล่าช้า และปีนี้เข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ดอกที่บานจึงร่วงทั้งหมด ในขณะที่พันธุ์จันทบุรี 4 จันทบุรี 9 และสาลิกา ไม่ออกดอก

ทั้งนี้ปี 2569 อากาศร้อนกว่าปี 2568 โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส เนื่องจากอิทธิพลของเอลนีโญ และภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด จึงมีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนในทุกภูมิภาค รวมทั้งที่แปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จากการสังเกต พบว่า ทุเรียนพันธุ์กบสุวรรณ ติดผลแต่กิ่งล่าง ๆ กิ่งบนไม่ค่อยติดผล เนื่องจากกิ่งส่วนบนของทรงพุ่มจะได้รับรังสีและความร้อนโดยตรงมากกว่าส่วนล่างของทรงพุ่ม ส่งผลให้เกิดความเครียดจากความร้อน (heat stress) ซึ่งกระทบต่อความมีชีวิตของละอองเรณู การงอกของหลอดเรณู ตลอดจนกระบวนการผสมเกสรและการติดผล

เมื่อระดับความเครียดสูง ต้นทุเรียนจะปรับสมดุลทางสรีรวิทยาโดยลดการพัฒนาดอกหรือเร่งการร่วงของดอก โดยเฉพาะบริเวณยอดบนที่เผชิญอุณหภูมิสูงมาก จึงพบการติดผลลดลง อีกทั้งกิ่งล่างมักเป็น “กิ่งแก่” ที่มีการสะสมอาหารมากกว่า ขณะที่กิ่งบนโดยเฉพาะกิ่งที่แตกใบอ่อนใหม่ใกล้ช่วงออกดอก จะมีลักษณะเป็นแหล่งใช้อาหาร (sink) มากกว่าแหล่งสร้างอาหาร (source) จึงมีแนวโน้มติดผลน้อย

เนื่องจากอากาศร้อนจัดเร็วกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ทั้งในด้านการขยายขนาดผล การสะสมแป้งและน้ำตาล ตลอดจนความสมบูรณ์ของเนื้อผล ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับสม่ำเสมอ รวมทั้งการเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพื่อลดความเครียดจากความร้อน และป้องกันปัญหาผลร่วง ผลปริแตก และผลแตก ควบคู่กับการจัดการธาตุอาหารอย่างสมดุล โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเนื้อผล ความแน่นของเปลือก และความแข็งแรงของขั้วผล เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพผลผลิตในฤดูการผลิตของปีนี้

สำหรับการดูแลในปี 2569 จัดการต้นทุเรียนเป็นพิเศษเพิ่มจากปีก่อน ๆ หน้านี้ โดยเน้นที่การจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยต้องให้น้ำให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อสอดคล้องกับการดูแลต้นทุเรียน

เทคนิคการดูแลที่สำคัญในผลิตทุเรียนในช่วงวิกฤตนี้

1.การดูแลต้นให้มีความพร้อม บำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 15-5-20 อัตราต้นละ 300 กรัมต่อต้น ทุกเดือน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์หลังตัดแต่งกิ่งประมาณ 2 ครั้ง อัตราต้นละ 2 กิโลกรัมต่อต้น ห่างกัน 2 เดือน

2.การให้น้ำ ช่วงก่อนการออกดอก ทำการกักน้ำ นาน 7-10 วัน เพื่อกระตุ้นการออกดอก และพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ร่วมกับกรดอะมิโน และน้ำตาลซอร์บิทอล จากนั้นให้น้ำตามปรกติ จนกระทั่งออกดอก พ่นด้วยปุ๋ยสูตร 13-0-46 ร่วมกับธาตุแคลเซียม-โบรอน และสาหร่ายทะเลสกัด พ่นซ้ำ 3 รอบ ทุก ๆ 7 วัน การให้น้ำทุกวันช่วงเช้า เป็นเวลา 10 นาที อัตรา 4-5 ลิตรต่อต้นต่อวัน

พอเข้าสู่ระยะดอกบานลดการให้น้ำลง เหลือ 25% จนกว่าดอกจะเข้าสู่ระยะหางแย้ไหม้ จึงค่อยปรับการให้น้ำสู่ปกติ พอเข้าสู่ระยะไข่ไก่ เพิ่มการให้น้ำเป็นการให้น้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและช่วงบ่าย 3 เป็นเวลา 10 นาที อัตรา 4-5 ลิตรต่อต้นต่อวัน เนื่องจากปีนี้ ผลเริ่มพัฒนาในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด และเมื่อพบว่าต้นทุเรียนมีการแตกใบอ่อน ให้เว้นระยะการให้น้ำ เป็นวันเว้นวัน

3.การไว้ผลเพียงรุ่นเดียว เพื่อต้องการเน้นคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน การบริหารจัดการไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน และช่วยลดปัญหาต้นโทรม โดยตัดแต่งผลรุ่นที่เล็กกว่าหรือรูปทรงบิดเบี้ยวออก ให้เหลือเฉพาะผลที่สมบูรณ์ ทำให้ต้นสามารถส่งน้ำและธาตุอาหารไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่ ผลจึงมีขนาดใหญ่ ทรงผลสวย เนื้อดี คุณภาพสม่ำเสมอ และมีอัตราการหลุดร่วงของผลต่ำ

4.การแต่งผลทุเรียน เป็นการคัดเลือกและลดจำนวนผลบนต้น โดยทำในช่วงหลังติดผลอ่อนประมาณ 3–6 สัปดาห์ เพื่อให้เหลือเฉพาะผลที่สมบูรณ์ รูปทรงดี และกระจายตัวเหมาะสมบนกิ่ง เพื่อให้ต้นสามารถจัดสรรคาร์โบไฮเดรต น้ำ และธาตุอาหารไปยังผลที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลมีขนาดใหญ่ คุณภาพเนื้อดี ลดการหลุดร่วง ลดความเครียดของต้น และเพิ่มความสม่ำเสมอของผลผลิต

5.การบำรุงผล เมื่อผลทุเรียนมีขนาดเท่ากับไข่ไก่ ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 อัตรา 400-500 กรัมต่อต้น จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน จากนั้นเมื่อเข้าสู่ผลอ่อน อายุ 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-5-20 อัตรา 400-500 กรัมต่อต้น สำหรับพันธุ์กบสุวรรณ หนามดำ และจันทบุรี 1 ส่วนพันธุ์หลงลับแล และมูซานคิง ในปี 2569 มีการติดผลน้อย ใส่ปุ๋ยเพียง 300 กรัมต่อต้น จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน และพ่นปุ๋ยทางใบด้วยธาตุอาหารเสริม เช่น แคลเซียม-โบรอน (Ca-B) สังกะสี (Zn) แมกนีเซียม (Mg) ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) กำมะถัน (S) และโมลิบดินัม (Mo) เพื่อช่วยการสังเคราะห์ด้วยแสง เสริมการแบ่งเชลล์ ขยายขนาดผล เนื้อแน่น และลดอาการผลแตก

6.การคลุมผลด้วยลวดตาข่าย เพื่อปกป้องทุเรียนจากกระรอก ด้วยการใช้ลวดตาข่ายกรงไก่ ครอบผลทุเรียนและผูกติดกับกิ่งทุเรียนไว้ให้แน่น เน้นตรงขั้วผลอย่าให้มีช่องว่างให้กระรอกเข้าไปได้ ครอบไว้จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลทุเรียน

7.ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 3-4 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยที่เน้นโพแทสเซียมสูง ช่วยเร่งการสร้างเนื้อทุเรียนให้เข้าสี ได้เนื้อละเอียด และเพิ่มน้ำหนักผล เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 300 กรัมต่อต้น

อย่างไรก็ตามอากาศร้อนจัด มีผลให้ทุเรียนแก่เร็วขึ้นได้ เนื่องจากอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมอัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) และกระบวนการพัฒนาของผล โดยเมื่ออุณหภูมิสูง จะเร่งอัตราการหายใจ (respiration rate) และการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสุก เช่น การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล และการอ่อนตัวของเนื้อผล ส่งผลให้ระยะการพัฒนาจากติดผลถึงเก็บเกี่ยวสั้นลง นอกจากนี้ อุณหภูมิสูงยังเร่งการสะสมหน่วยความร้อน (thermal time) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเจริญเติบโตของผลไม้ ทำให้ทุเรียนถึงระยะแก่เร็วขึ้นกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพผล เช่น เนื้อไม่แน่นหรือรสชาติด้อยลงได้ ซึ่งผลผลิตรวมปี 2569 เป็นผลผลิตที่มีการตัดแต่งผลที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือผลผลิตเพียง 1 รุ่น จำนวน 90 ผลเท่านั้น คือ หนามดำ 31 ผล กบสุวรรณ 34 ผล จันทบุรี 1 เพิ่มเป็น 16 ผล และหลงลับแลเริ่มให้ผลครั้งแรก (5 ผล) แต่บางพันธุ์ยังมีปัญหา เช่น หมอนทอง และ จันทบุรี 3 ออกดอกแต่ไม่ติดผล ส่วนสาลิกา จันทบุรี 4 และ จันทบุรี 9 ไม่ออกดอก