“กฤษฎา”ชี้ชัดการพัฒนาภาคเกษตรให้สำเร็จตามนโนบาย ข้าราชการ-จทน.ต้องปรับแนวคิด-มุมมองใหม่

“กฤษฎา” ประกาศกลางงาน “วันสถาปนาครบรอบปีที่ 127 (1 เมษายน)” กระทรวงเกษตรฯพร้อมเดินเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ มุ่งหวังยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน ชี้นโยบายที่สำคัญในปี 2562 เตรียมขับเคลื่อน “การบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร” ระบุชัดปัจจัยแห่งความสำเร็จคือข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ต้องปรับแนวคิด และมุมมองใหม่ต่องานด้านเกษตร เพื่อปรับวิธีการทำงานให้ก้าวทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

         วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 127 ปี         ซึ่งในปีนี้ งานเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์ โดยได้ถวายภัตตาหารและจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวง เกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน

          ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลาดนำการผลิต ชีวิตเกษตรกรมีคุณภาพ ทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน”  โดยมุ่งส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกรที่มีคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ตลอดทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน

            โดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 22 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

             นายกฤษฎา เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มความผันผวนสูง รัฐบาลจึงได้มีแนวนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร สู่เกษตร 4.0 เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลก โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคการเกษตร ด้วยหลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในการวางแผนการผลิตให้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุน ให้เกษตรกรดำเนินการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ

         การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm) ในรูปแบบวิสาหกิจเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเกษตรกร สู่ Smart Farmer การพัฒนาสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศ โครงการการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) รวมถึงการสร้างระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร (Big Data on Agriculture) เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการเกษตรมีความถูกต้อง แม่นยำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง สินค้าเกษตรมีความปลอดภัย ได้คุณภาพและมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยเพิ่ม   ขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย

        สำหรับนโยบายที่สำคัญในปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร (Mega Farm Enterprise) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยใช้ศักยภาพจากทุกภาคส่วนมาสนับสนุน ผ่านกลไกความร่วมมือ 3 ส่วนที่สำคัญ คือ 1. ภาครัฐสนับสนุน พัฒนา ติดตามประเมินผล     และกำกับดูแลให้ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรในโครงการฯ กับภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

        2. ภาคเอกชน     ช่วยหาช่องทางรับซื้อผลผลิตหรือร่วมลงทุน ให้ข้อมูลการตลาดกับเกษตรกร จัดอบรมวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่         พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และ (3) เกษตรกรเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ รวมแปลงกันในการบริหารจัดการ ตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ตาม Agri Map และความต้องการของตลาด

         เป้าหมายสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบาย การตลาดนำการผลิต ภายใต้แนวทาง การจัดทำแผนการผลิต ภาคการเกษตร และ โครงการเกษตรแปลงใหญ่ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน โดยเพิ่มบทบาทภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับรายได้     ของเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาด ให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

       ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องปรับแนวคิด และมุมมองต่องานด้านเกษตร เพื่อปรับวิธีการทำงานให้ก้าวทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกต่อความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานของกระทรวงเกษตร  และสหกรณ์อย่างเข้มแข็ง โดยมุ่งเป้าหมายให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีรากฐานที่มั่นคงและแข็งแรง พร้อมเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นายกฤษฎา กล่าว

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ