โชว์เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตอะโวคาโดสูงกว่าวิธีเกษตรกรกว่าเท่าตัว

  •  
  •  
  •  
  •  

กรมวิชาการเกษตร โชว์เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอะโวคาโดสู่เกษตรกร  แนะคัดเลือกพันธุ์ดี โดยวิธีขยายพันธุ์แบบเสียบยอด  ใช้ชีวภัณฑ์บาซิลลัส ซับทิลิสและไตรโคเดอร์มาคุมโรครากเน่าและโคนเน่า  พร้อมกับเก็บเกี่ยวผลแก่ให้สังเกตุใบเลี้ยงที่ขั้วผล  การันตีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นกว่ากรรมวิธีของเกษตรกรเท่าตัวแถมมีคุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์  พร้อมผลักดันเป็นพืชอัตลักษณ์ จ. ตาก  

       นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า  อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เริ่มปลูกในปี 2505 ในเขตภาคเหนือตอนล่าง  โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก และสถานีทดลองพืชสวนพบพระ กรมวิชาการเกษตร  ต่อมามีการกระจายพันธุ์ ส่งเสริม สนับสนุนการปลูกอะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจเด่นของจังหวัดตาก  โดยมีเป้าหมายการสร้างจังหวัดตาก เป็น “City of Avocado” และผลักดันให้เป็นพืชอัตลักษณ์ของจังหวัด

      อย่างไรก็ตาม การผลิตอะโวคาโดของเกษตรกรยังประสบปัญหาด้านการคัดเลือกพันธุ์ดี ผลผลิตด้อยคุณภาพจากต้นที่ปลูกจากเมล็ด ขาดองค์ความรู้ในการขยายพันธุ์ การจัดการพันธุ์ดี เกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการผลิต การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว มีการจัดการสวนไม่ถูกวิธี ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นส่งผลถึงการจำหน่ายที่กำหนดราคาไม่ได้ กรมวิชาการเกษตรจึงแนะนำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกอะโวคาโดให้แก่เกษตรกร ดังนี้

คัดเลือกพันธุ์ดี โดยวิธีการขยายพันธุ์แบบเสียบยอด คัดเลือกสายต้นที่เหมาะสำหรับเป็นต้นตอพันธุ์ดี จากสายต้นอะโวคาโดที่มีลักษณะดี  โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือก รสชาติมัน ปริมาณเนื้อมากกว่า 65% เปลือกหนามากกว่า 0.02 เซนติเมตร เป็นที่ต้องการของตลาด  และขยายพันธุ์อะโวคาโดพันธุ์ดีที่คัดเลือกได้ หรือเปลี่ยนเป็นพันธุ์การค้า พันธุ์ต่างประเทศที่ตลาดต้องการ ด้วยการเสียบยอดพันธุ์ดีกับต้นตอที่ปลูกจากเมล็ด

สำรวจการระบาด และป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟในอะโวคาโด ใช้สารสไปนีโทแรม อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสลับกับ สารอิมิดาโคลพลิด อัตรา 8 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และ ปิโตรเลียมออล์   ตัดแต่งกิ่งอะโวคาโดแบบเปิดกลางซึ่งเป็นวิธีการตัดแต่งกิ่งที่ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ตัดกิ่งไม่สมบูรณ์ กิ่งแคบ กิ่งเป็นโรค ทำให้ได้รับแสงเต็มที่ กิ่งมีการเจริญเติบโตดี ได้ผลผลิตสูง  ควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่าโดยใช้ชีวภัณฑ์ที่ผลิตได้จากเชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส และเชื้อไตรโคเดอร์มา เชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส 5102 สามารถรักษาโรครากเน่าโคนเน่าของอะโวคาโดซึ่งเป็นโรคชนิดเดียวกันที่เกิดกับทุเรียน วิธีการรักษาโดยลอกเปลือกบริเวณที่เป็นโรคและทาด้วยผลิตภัณฑ์ผงเชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส 5102 จำนวน 4 ครั้ง รวมทั้งใช้เข็มฉีดเชื้อบาซิลลัส ซับทิลิส 5102 จำนวน 1 ครั้ง และใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาราดรอบโคนต้น

การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น ให้ใช้วิธีผสมผสาน สำรวจการเข้าทำลาย การวางไข่ สังเกตจากขุยไม้ซึ่งเป็นมูลของหนอนที่ขับถ่ายออกมาระหว่างกัดกินในเปลือกไม้ ถ้าพบการระบาด ทำการกำจัดตัวเต็มวัย โดยใช้ไฟส่องจับตอนกลางคืน ใช้ตาข่ายดัก จับตัวเต็มวัยตอนกลางวัน พ่นสารฆ่าแมลง ฉีดพ่นเข้าในรูหนอน  และป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ ตัวหนอนเจาะกัดกินผล โดยดูแลรักษาแปลงปลูกให้สะอาด ตัดวงจรชีวิตและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง แขวนกับดักเมธิลยูจินอลผสมมาลาไธออน 83% อีซี อัตรา 4:1 ใต้ทรงพุ่ม ใช้เหยื่อพิษ และห่อผล

เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ถูกวิธี  โดยเก็บเกี่ยวผลแก่ให้สังเกตุใบเลี้ยงที่ขั้วผล เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเขียว-เหลือง หรือเหลืองแก่ เส้นใบเข้ม มีลวดลายเด่นชัด ขั้วผลเปลี่ยนสีเขียว-เหลือง หรือเหลืองเข้ม เมื่อเปิดขั้วผลจะมีสีเหลืองอ่อนที่รอยต่อของขั้วผลกับผล ผิวผลจะนูนขรุขระเด่นชัด บางพันธุ์สีเขียวเข้มเป็นมัน บางพันธุ์เปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ สีแดงหรือเหลืองมีจุดประสีน้ำตาลตามผิวผล  เมื่อสุกผลจะนิ่มหรือเปลี่ยนสี บ่มส่วนมากไม่เกิน 2-5 วัน  เมื่อผ่าผล เยื้อหุ้มเมล็ดด้านในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเมล็ดจะสีน้ำตาลเข้ม บางพันธุ์เมื่อเขย่าผลจะมีเสียงคลอนของเมล็ด นับอายุผล ซึ่งผลจากต้นเดียวกันจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับช่วงการผสมดอกและติดลูก การเก็บผลทั้งต้นจึงต้องทยอยเก็บเฉพาะผลแก่  พร้อมกับศึกษาช่วงอายุเก็บเกี่ยวของอะโวคาโดพันธุ์การค้าในแหล่งปลูกต่างๆ ทั้งพื้นที่ราบและพื้นที่สูง  รวมถึงการจัดการพันธุ์ปลูกให้ผลผลิตออกตรงตามความต้องการของตลาด

“การใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตอะโวกาโด สูงถึง 5,000 กิโลกรัมต่อไร่ (25 ต้น/ไร่)  ซึ่งสูงกว่ากรรมวิธีเดิมของเกษตรกรที่ให้ผลผลิตเพียง 2,500 กิโลกรัมต่อไร่  รวมทั้งการทำลายของโรครากเน่าโคนเน่า  เพลี้ยไฟ  และหนอนเจาะลำต้นลดลงมากกว่า 50%  นอกจากนี้ผลผลิตยังมีคุณภาพเพิ่มขึ้นมากกว่ากรรมวิธีเกษตรกร 50%  ทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคา 50-120 บาท/กก. ในขณะที่กรรมวิธีของเกษตรกรจำหน่ายได้ราคา 15-20 บาท/กก. เนื่องจากต้นที่ปลูกจากเมล็ดผลผลิตจะด้อยคุณภาพ  ทำให้จำหน่ายผลผลิตได้เพียงบางต้น  ซึ่งองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตรนอกจากกจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตอบโจทย์ “City of Avocado”  ของจังหวัดตากยังสามารถผลักดันให้อะโวคาโดเป็นพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดได้ในที่สุด”  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว