กรมวิชาการเกษตรรวมพลล้งทุเรียนภาคตะวันออกถกเข้มชี้แจงการควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออกฤดูกาลผลิต ปี 2569

กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดจันทบุรี จัดประชุมชี้แจงผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิตปี 2569 ณ โรงแรมเคพี แกรนด์ จันทบุรี มีผู้ประกอบการล้งผลไม้ภาคตะวันออก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 500 ราย เพื่อสร้างความเข้าใจมาตรการควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก โดยเฉพาะทุเรียน พร้อมย้ำ “มาตรการ 4 ไม่” และมาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าและยกระดับทุเรียนไทยในตลาดโลก

นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเปิดเผยภายหลังมอบนโยบายด้านการควบคุมผลไม้ของจังหวัดจันทบุรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ว่า จังหวัดจันทบุรีให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลไม้ให้มีคุณภาพ พร้อมยกระดับผลไม้ของจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยพัฒนาเป็น “จันทบุรีโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อสร้างมาตรการควบคุมในพื้นที่ให้รักษาคุณภาพผลผลิตทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด และมีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

                                                                                คณิตา ราษฎร์นุ้ย

สำหรับปีการผลิต 2569 จังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่ปลูกทุเรียนจำนวน 478,870 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต367,812 ไร่ และคาดการณ์ผลผลิตรวมประมาณ 683,027 ตัน โดยผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม และมีปริมาณมากที่สุดในเดือนพฤษภาคมประมาณ 373,783 ตันคิดเป็นร้อยละ 43 ของผลผลิตทั้งหมด ทั้งนี้ ทุเรียนของจังหวัดจันทบุรีส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักประมาณร้อยละ 85 จำหน่ายในประเทศร้อยละ 10 และนำไปแปรรูปร้อยละ 5

“จังหวัดได้ประกาศกำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนตามสายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กระดุม วันที่ 20 มีนาคม พันธุ์ชะนีและพวงมณี วันที่ 10 เมษายน และพันธุ์หมอนทองและก้านยาว วันที่ 20 เมษายน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรและผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียนให้เก็บเกี่ยวทุเรียนที่มีคุณภาพ ตามนโยบายควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนการส่งออก โดยยึดหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนแก่และป้องกันทุเรียนอ่อน” รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าว

                                ปรียานุช ทิพยะวัฒน์

นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้มอบนโยบายในการควบคุมกำกับดูแลคุณภาพผลไม้ของกรมวิชาการเกษตร โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรส่งออกของไทยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยในระดับสากล สำหรับการส่งออกทุเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ขอให้เกษตรกร ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ และผู้ส่งออก ยึด “มาตรการ 4 ไม่” อย่างเคร่งครัด ได้แก่ ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสี/ไม่มีสาร

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเน้นการเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 (BY2) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนแคดเมียมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนกับ GACC จำนวน 14 แห่ง สามารถรองรับการตรวจวิเคราะห์เพื่อการส่งออกได้

“ในส่วนของประเด็นสารตกค้างในทุเรียนส่งออกซึ่งอาจเป็นปัญหาในอนาคต กรมวิชาการเกษตรขอเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุใช้สารเคมีทางการเกษตรตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และ GMP อย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้ หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จะมีการระงับการส่งออกทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า และสร้างความยั่งยืนให้กับทุเรียนไทย”

ด้านนายชณาดลย์ สัตธณภัทร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กล่าวว่า การประชุมชี้แจงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้แนวทางการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลผลิตปี 2569ให้แก่ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้รับทราบหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และขั้นตอนการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรในการตรวจติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมการส่งออกผลไม้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“กรมวิชาการเกษตรมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุมีความเข้าใจในกระบวนการและขั้นตอนการส่งออกผลไม้ สามารถบริหารจัดการโรงคัดบรรจุให้เป็นไปตามมาตรฐาน หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือตามมาตรการที่กำหนด จะช่วยให้การส่งออกผลไม้ฤดูกาลผลิตปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน”