นับถอยหลัง 30 วัน! สปก. สั่งทุบทิ้งรีสอร์ท-คาเฟ่ร้องย้าย “สีดอหูพับ” กรมป่าไม้ แฉซ้ำรุกป่าสิบปี-เปลี่ยนมือมั่ว

พิษ “สีดอหูพับ” ยังแผลงฤทธิ์ กรม.ทรัพยากรธรรมชาติฯวุฒิสภ เดินหน้าต่อเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างกับคนที่อาศัยทำกินในเขตรอยต่อพื้นที่ป่า “ชีวะภาพ” ฉะยับ!สปก.เปลี่ยนมืออัพราคารีสอร์ท วอนรัฐบาลใหม่จับ 2 กระทรวง “เกษตร-ทรัพยยากร” บูรณาการทำงาน ขณะที่ ส.ป.ก. สั่งทุบทิ้งรีสอร์ท-คาเฟ่ร้องย้าย “สีดอหูพับ” ภายใน 30 วัน 

– ป.ป.ก.เ อาจริง สั่งทุบทิ้งรีสอร์ท-คาเฟ่ร้องย้าย “สีดอหูพับ” กรมป่าไม้ แฉซ้ำรุกป่าสิบปี-เปลี่ยนมือมั่ว

-“ชีวะภาพ” ฉะยับ! ส.ป.ก.เปลี่ยนมืออัพราคารีสอร์ท วอนรัฐบาลใหม่จับ 2 กระทรวง “เกษตร-ทรัพยยากร” บูรณาการทำงาน

-วอชด็อกแฉสถิติ 15 ปี สังเวยคน 250 ศพ ช้างป่าถูกฆ่าปีละ 30 ตัว ชงพื้นที่กันชน ‘บัฟเฟอร์โซน’ ดับชนวนช้างปะทะคน

วันที่ 5 มี.ค. 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีช้างป่า”สีดอหูพับ” เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างช้างกับคนที่อาศัยทำกินในเขตรอยต่อพื้นที่ป่าไม้ และขอให้ตรวจสอบการประกอบการรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศและร้านกาแฟ ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ซ้อนทับป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติในเขตอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น

โดยเรียกผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช , กรมป่าไม้ , สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือสปก. , สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ , มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม , มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ พร้อมคณะเข้าชี้แจง

นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน กล่าวว่า ทาง ส,ป.ก.ได้ตรวจพบว่าเจ้าของรีสอร์ทที่ชื่อ ยายตาและเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อ เจ้าป่าคาเฟ่ เป็น 2 ใน 6 รายที่ร้องต่อศาลให้ย้าย”สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่ ต.ดงลาน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่นนั้น ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตสปก.ผิดวัตถุประสงค์

ขณะนี้ได้สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบเกษตรกรรมออกไปภายใน 30 วัน และสั่งให้ปรับสภาพพื้นที่สำหรับเกษตรกรรมเท่านั้น หากไม่ดำเนินการทางสปก. จะสั่งยึดเอกสารสิทธิ์และฟ้องร้องดำเนินคดี เอาที่ดินกลับคืนมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรรายต่อไป

“ในส่วนของยายตารีสอร์ท ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ปรับสภาพพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมออกไปตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับเจ้าของเอกสารสิทธิ์สปก.คนอื่นๆที่นำไปใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์” นายอัครเดช กล่าว.

ด้านนายโกสินทร์ นิลรัตน์ ผอ. สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบการเปลี่ยนมือผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ของยายตารีสอร์ทจากรายเดิมที่แจ้งการครอบครองเมื่อปี 2562 และมาเปลี่ยนเป็นนายสัญญาเมื่อปี 2564 อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้จังหวัดขอนแก่นจัดสรรเป็นที่ดินคทช.แล้วด้วย จึงต้องเร่งนำเรียน คทช. จังหวัดเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว

ในส่วนแปลงที่ 2 ที่ชื่อเจ้าป่าคาเฟ่พบว่ามีนายชัชวาล เป็นผู้แจ้งครอบครองพื้นที่จำนวน 12 ไร่ กับกรมป่าไม้มาตั้งแต่ปี 2564 แต่จากการตรวจสอบพบมีการบุกรุกป่าเข้าไปสร้างอาคาร 2 หลังและติดตั้งป้ายร้านกาแฟ ตั้งแต่ปี 2557

ชีวะภาพ ชีวะธรรม

นายชีวะภาพ ระบุ อย่าลืมว่าที่ดินในเขต.สปกเป็นที่ดินของรัฐ เปรียบได้กับไข่ขาวที่ติดขอบไข่แดงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และที่อยู่อาศัยของครอบครัว”สีดอหูพับ” หากใช้พื้นที่ดังกล่าวมาทำรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศและร้านกาแฟ ซึ่งติดกับป่าอนุรักษ์ จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคนยิ่งปะทุ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต , แคมป์ปิ้งและเดินป่า

“ผู้ที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวแบบนี้ควรจะหาลานกางเต๊นท์ในที่มีความปลอดภัย แต่การเอาที่ดินสปก. ไปทำลานกางเต็นท์บริการขายนักท่องเที่ยว ก็ ย่อมทำให้คนกับช้างประจันหน้ากัน

ความขัดแย้งจะลดได้ก็ด้วยกติกาและกฎหมายที่มีอยู่ มนุษย์ต้องเคารพกติกา ช้างเองก็ต้องเคารพกติกา แต่จะบอกกับช้างยังไง ส่วนหนึ่ง คนกับช้างจะต้องไม่ประจันหน้ากัน ซึ่งถ้าไม่ทำรีสอร์ทใกล้กับป่าความขัดแย้งก็จะน้อยลง นายชีวะภาพ กล่าว

นายชีวะภาพ ยังกล่าวว่า ตนไม่แฮปปี้ ที่จะให้เปลี่ยนมือผู้ครอบครองสิทธิ์ในที่ดินสปก.และคทช. เพราะจะทำให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่มเติม กระทบที่อยู่อาศัยของช้างป่า

อีกทั้งการนำที่ดินของรัฐไปทำรีสอร์ทและคาเฟ่ จะทำให้มูลค่าในที่ดินสูงขึ้น ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการ นำที่ไปขายต่อหรือเปลี่ยนมือผู้ครอบครอง

โดยหากปล่อยให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือในที่ดินสปก.และคทช. นำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเหลือให้ช้างอยู่เพียงแค่ 30% และยังมีโอกาสที่พื้นที่ป่าจะลดลงไปเรื่อยๆ

จึงอยากทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปก.-กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส พร้อมฝากรัฐบาลชุดใหม่บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำกรณีศึกษา”สีดอหูพับ” ผลักดันเป็นนโยบายแก้ความขัดแย้งคนกับช้าง

ด้านนางภูริตา วัฒนศักดิ์ ประธานมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดพบว่าตั้งแต่ ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มีช้างป่าถูกมนุษย์ทำร้ายจนล้มตายประมาณ 28-32 ตัวต่อปี ขณะที่ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 250 คน เมื่อจำนวนป่าลดลงแต่ช้างยังเพิ่มจำนวนขึ้น

จึงเสนอให้จัดสร้างพื้นที่บัฟเฟอร์โซนหรือพื้นที่กันชนระหว่างคนกับช้าง โดยพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นแหล่งอาหารของช้างอย่างเพียงพอ ไม่ต้องลงไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน โดยทางมูลนิธิหวังว่ากรณี “สีดอหูพับ” จะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นสาเหตุเหตุหลักของป่าที่ลดจำนวนลง ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกัยระหว่างช้างป่ากับคน.