“ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลจำนวน 339,489 ฟาร์ม ผลผลิตรวม 273,169 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,612 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 98 และส่งออกเล็กน้อยเพียงร้อยละ 2 ซึ่งการส่งออกในปี 2568 มีปริมาณ 4,844.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 301.2 ล้านบาท”
“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย ก่อให้เกิดมูลค่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลสถิติของกรมประมง ปี 2568 พบว่า ปลานิลมีมูลค่ารวม 13,612 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทาน “ปลานิล” เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีและสร้างอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลานิล” จัดเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทย เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว มีเนื้อขาว รสชาติดี โปรตีนสูงและไขมันต่ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างอาชีพ และรายได้ให้แก่เกษตรกร และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การขนส่ง การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ ปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์การเพาะเลี้ยง รวมถึงการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จากสถิติของกรมประมง ปี 2568 (ข้อมูล ณ 29 ธันวาคม 2568) พบว่า ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลจำนวน 339,489 ฟาร์ม ผลผลิตรวม 273,169 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,612 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 98 และส่งออกเล็กน้อยเพียงร้อยละ 2 สำหรับการส่งออกในปี 2568 มีปริมาณ 4,844.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 301.2 ล้านบาท โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลานิลสดแช่แข็ง รองลงมา คือ ปลานิลสดแช่เย็น เนื้อปลานิลแช่แข็ง และปลานิลมีชีวิต ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของปลานิลว่า ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทานปลานิลให้เป็นอาหารและอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย โดยปลานิลถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น (ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร) ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดในตระกูลทิลาเปีย จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ฐิติพร หลาวประเสริฐ
ในระยะแรกพระองค์ทรงทดลองเลี้ยงไว้ ณ บ่อปลาในสวนจิตรลดา โดยพบว่าเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตดี จึงได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ ว่า “ปลานิล” จากนั้น วันที่ 17 มีนาคม 2509 จึงได้ทรงพระราชทานลูกพันธุ์ จำนวน 10,000 ตัว ให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ และสถานีประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำการขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้กับราษฎรนำไปเลี้ยงเป็นอาหารและอาชีพ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีแนวพระราชดำริเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล โดยทรงตระหนักถึงความสำคัญในด้านการอนุรักษ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ดั้งเดิมไว้ และปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้กับเกษตรกร

นับจากนั้น กรมประมงจึงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปปลานิลและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพฟาร์มและมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 นอกจากนี้ ยังมีปลานิลที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยภาคเอกชนอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานปลานิลได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการเลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน สู่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม จนปัจจุบันกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีการเพาะเลี้ยงครอบคลุมทุกภูมิภาค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อการประมงไทย ทำให้ประชาชนมีแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยตราบจนปัจจุบัน กรมประมง จึงได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย และภาคเอกชน เตรียมจัดงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย” ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิลให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
