
สยามคูโบต้าฯ จับกรมการข้าว เปิดตัว “พิจิตรแซนบ็อกซ์” ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ พาชาวนาไทยเปลี่ยนระบบทำนา จากนาหว่านสู่นาดำด้วยวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำให้สามารถทำได้จริง มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 และนโยบายข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดพิจิตรเป็นจุดตั้งต้นแห่งการยกระดับข้าวไทยทั้งระบบ ตั้งเป้านาดำคาร์บอนต่ำ 5,000 ไร่ เดินหน้าพัฒนามิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า การยกระดับภาคเกษตรต้องเดินไปพร้อมกันทั้งเรื่องประสิทธิภาพการผลิต รายได้ของเกษตรกร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทางบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่

ปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล
ปัจจุบัน ภาคการเกษตรมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 15 % หรือปริมาณ 56.8 ล้านตันคาร์บอน สยามคูโบต้าเชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับข้าวไทย โดยเปลี่ยนผ่านจากการผลิตข้าวไทยแบบเดิม สู่ระบบการปลูกข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านการเลือกพื้นที่ที่สามารถขยายผลได้จริง ซึ่งจังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มีความพร้อมทั้งด้านภูมิศาสตร์ ระบบชลประทาน และเครือข่ายเกษตรกร

การทำนาดำคาร์บอนต่ำ คือการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีผลิต โดยหัวใจสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อลดการขังน้ำต่อเนื่อง ลดการเกิดก๊าซมีเทนในดิน การบริหารจัดการน้ำ และสามารถใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ รถดำนา และองค์ความรู้ต้องถูกยกระดับไปพร้อมกัน เพราะการผลักดันนาดำคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวแต่คือเรื่อง รายได้ ความมั่นคง และอนาคตของภาคการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงสู่ระบบรับรอง และคาร์บอนเครดิตในอนาคต เปลี่ยนจากชาวนาผู้ปลูกข้าว เป็นผู้มีส่วนช่วยลดโลกร้อน และเป็นทางรอดเพื่อแก้สมการปัญหาโลกร้อนที่ยั่งยืน อีกทั้งปัจจุบันประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญก็ให้ความสำคัญกับการทำนาโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้นประเทศไทยจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันตลาดข้าวของโลก เราจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คุณภาพและปริมาณ แต่ต้องตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ต่อยอดสู่การยกระดับเป็น “จังหวัดต้นแบบข้าวคาร์บอนต่ำ” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ และขยายผลสู่ระดับประเทศต่อไป

ด้านกรมการข้าว ได้มีแนวทางขับเคลื่อนการทำข้าวคุณภาพโดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และยกระดับคุณภาพข้าว ในส่วนของข้าวคาร์บอนต่ำนั้นมีการเตรียมพื้นที่ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนจำนวน 1 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน ส่งเสริมการปลูกแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ลดปุ๋ยเคมี การใช้ชีวภัณฑ์ และการใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ลดมลพิษทางอากาศ ลดมลภาวะฝุ่นหมอกควัน PM 2.5 นโยบายสร้างระบบรับรอง และฉลากข้าวคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนการปลูกข้าวได้อย่างน้อย 10% และเพิ่มผลผลิต 20% โดยเมื่อได้ผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว ราคาจะขยับขึ้นในระดับพรีเมียมประมาณ 10–20% ซึ่งเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มให้ชาวนา เป็นการวางมาตรการเสริมความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวชุมชนและสหกรณ์ ให้สามารถลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อให้ชาวนาได้รับประโยชน์ในระยะยาว

“พิจิตรแซนบ็อกซ์ นับว่าเป็นจังหวัดต้นแบบนาดำ และการทำนาเปียกสลับแห้ง ซึ่งกรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิจิตรเป็นผู้คัดเลือกเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนเข้าร่วมโครงการและร่วมกำหนดกิจกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำสร้างแปลงเรียนรู้แปลงต้นแบบ โดยกรมการข้าวสนับสนุนเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรแกนนำ โดยใช้กลไกพื้นที่นำร่องก่อนขยายทั่วประเทศ กรมการข้าวมีการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพด้วยวิธีการทำนาดำ รวมถึงองค์ความรู้ข้าวคาร์บอนต่ำให้กับศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการและเกษตรกรทั่วไปที่สนใจ ตลอดจนเชื่อมตลาดพรีเมียมเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร” นายปุณนะ กล่าวสรุป
