
กรมวิชาการเกษตรร่วมกั บสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่ วยงานด้านกักกันพื ชและอาหารของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อผลักดันการขยายตลาดผลไม้ ไทยและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง อาทิ ส้มโอ ลำไย และมะละกอดิบ ควบคู่กับการยกระดั บมาตรฐานและลดอุปสรรคทางการค้ าในตลาดเกาหลีใต้
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วย นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล นำคณะผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้ าหารือกับ Ms. Park Kyung-hee ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมกักกั นพืช สัตว์ และอาหาร และผู้อำนวยการกองบริหารการส่ งออก กรมกักกันพืช สัตว์ และอาหาร (Animal and Plant Quarantine Agency: APQA) สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเร่งผลักดันการขยายตลาดสิ นค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทยเข้าสู่ ตลาดเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

การหารือครั้งนี้มุ่งขยายการส่ งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ มะม่วงสด ส้มโอ ลำไย และมะละกอดิบ (สำหรับบริโภคเป็นส้มตำ) ควบคู่กับการหารือแนวทางแก้ ไขและลดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการด้านสุขอนามั ยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขั นของสินค้ าเกษตรไทยในตลาดสาธารณรัฐเกาหลี
นายรพีภัทร์ กล่าวถึ งความร่วมมือด้านการเปิดตลาดสิ นค้าเกษตรระหว่างสองประเทศว่า ในปี 2569 ฝ่ายไทยได้ยื่นคำขอเปิดตลาดส้ มโอไทยเข้าสู่สาธารณรัฐเกาหลี ขณะที่ฝ่ายเกาหลีได้ยื่นคำขอเปิ ดตลาดพริกสด (Paprika) จากเกาหลีเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยส่งออกส้มโอสดไปยั งตลาดต่างประเทศกว่า 31,832 ตัน มูลค่า 1,427 ล้านบาท และหากเกาหลีอนุญาตให้นำเข้าส้ มโอจากไทยคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริ มาณและมูลค่าการส่งออกเป็ นประมาณ 32,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอให้พิจารณาเปิ ดตลาดสินค้าเกษตรเพิ่มเติม ได้แก่ ลำไย และมะละกอดิบ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีศั กยภาพสูงและสอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคาดหวังว่า ภายในปี 2569 จะสามารถเปิดตลาดผลไม้ดังกล่ าวได้สำเร็จ และช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสิ นค้าเกษตรไทยในภาพรวมอย่างต่ อเนื่อง ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะสามารถส่งออกลำไยปริ มาณ 514,000 ตัน มูลค่า 18,300 ล้านบาท และมะละกอสดปริมาณ 372 ตัน มูลค่า 30 ล้านบาท
สำหรับสินค้ามะม่วง ปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่ งออกมะม่วงสดไปยังสาธารณรั ฐเกาหลีได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ หนังกลางวัน น้ำดอกไม้ แรด และมหาชนก โดยต้องผ่านกระบวนการบำบัดด้ วยไอน้ำร้อน (Vapor Heat Treatment: VHT) เพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้สกุล Bactrocera ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เสนอให้สาธารณรั ฐเกาหลีพิจารณามาตรการทางเลือก คือ การแช่ในน้ำร้อน (Hot Water Immersion Treatment: HWIT) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการรั บรองจากคณะกรรมาธิการมาตรการสุ ขอนามัยพืช (CPM) ตั้งแต่ปี 2568

ประเทศไทยใช้วิธีการแช่น้ำร้ อนในการส่งออกมะม่วงสดไปยั งสหภาพยุโรปมาแล้วกว่า 5 ปี โดยไม่พบรายงานการตรวจพบศัตรูพื ชจากสินค้าไทย อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของผู้ ประกอบการ เมื่อเปรียบเทียบกับการอบไอน้ำ ซึ่งต้องลงทุนในตู้อบขนาด 3 ตัน มูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท ขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาด 600 กิโลกรัม มีมูลค่าประมาณ 350,000 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีศั กยภาพในการแข่งขันและขยายการส่ งออกมากยิ่งขึ้น
“การหารือกับ APQA ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคั ญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิ ดระหว่างหน่วยงานอารักขาพืชแห่ งชาติ (National Plant Protection Organization: NPPO) ของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ าเกษตรคุณภาพของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้ านความปลอดภัยอาหารและสุขอนามั ยพืช พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพการแข่ งขันของสินค้ าเกษตรไทยในตลาดสาธารณรัฐเกาหลี อย่างยั่งยืนในระยะยาว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว