เนรมิตศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่โครงการต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น

กรมวิชาการเกษตร เนรมิตศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่สูง พร้อมเปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่โครงการต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น ยกระดับรายได้ให้เกษตรกร
      นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง” ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “วิจัย สร้างมูลค่า พัฒนาเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” พร้อมเปิดตัวโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569
                                                                รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์
    นายรพีภัทร์  เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรมุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
      สำหรับโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ อุโมงค์ต้นนางพญาเสือโคร่ง แปลงปลูกพืชผสมผสาน โรงแปรรูปกาแฟ และพื้นที่ต้นไม้ทรงปลูก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างรายได้ให้ชุมชน
     พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการขยายพันธุ์นางพญาเสือโคร่ง จำนวน 100,000 ต้น เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง ควบคู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ให้ร่มเงาในระบบการปลูกกาแฟ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวที่โดดเด่น และยังได้มีการจัดทำแปลงทดสอบการปลูกซากุระจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 111 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการปรับตัวของไม้ดอกเมืองหนาวต่อสภาพภูมิอากาศ และต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต
     ในส่วนของโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ต่อยอดจากโครงการกระจายต้นกล้ากาแฟ 1 ล้านต้น โดยกรมวิชาการเกษตรได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อพัฒนากาแฟไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การใช้พันธุ์ดีมีคุณภาพ การผลิตที่ได้มาตรฐาน การแปรรูปด้วยเครื่องจักรกลเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
      ปัจจุบันมีการผลิตและขยายแปลงแม่พันธุ์กาแฟในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจัดตั้งศูนย์เครือข่ายขยายพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร โดยเป็นกาแฟอะราบิกา 5 พันธุ์ ได้แก่ กวก.เชียงใหม่ 80 กวก.เชียงใหม่ 1 กวก.เชียงราย 1 กวก.เชียงราย 2 และกวก.เกอิชา รวมถึงกาแฟโรบัสตา 2 พันธุ์ คือ กวก.ชุมพร 2 และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งปัจจุบันได้กระจายต้นกล้ากาแฟแล้วกว่า 1 ล้านต้น สู่เกษตรกรมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่
     อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมการปลูกกาแฟในระบบป่า (Forest system) โดยปลูกกาแฟร่วมกับไม้ยืนต้นและพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น มะคาเดเมีย เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในระบบการผลิตกาแฟคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการจัดการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
     การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของกรมวิชาการเกษตรในการบูรณาการงานวิจัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สู่การยกระดับภาคเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน