กรมปศุสัตว์ เผยข่าวดี “เนื้อสุรินทร์”ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างเป็นทางการโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรพื้นถิ่น สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางการตลาดสู่ระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยส่งเสริมและผลักดันให้สินค้าปศุสัตว์ที่มีอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิต เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง นำมาสู่ความยั่งยืนของอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการแปรรูปและจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์
“เนื้อสุรินทร์” (SURIN BEEF หรือ NUER SURIN) เป็นเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ผลิตจากโคเนื้อลูกผสมสายเลือดวากิว 50% ขึ้นไป เลี้ยงในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ซึ่งมีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการปลูกหญ้าและข้าว เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของโค ทำให้โคเติบโตแข็งแรง ให้เนื้อสีแดงอมชมพู ไขมันแทรกสวย ระดับคะแนน 3 ขึ้นไปตามมาตรฐานญี่ปุ่น เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ และเมื่อนำมาปรุงสุกจะให้รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์
การผลักดันครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 โดยกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้จัดอบรมหลักสูตรการขึ้นทะเบียน GI ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของ GI และสนับสนุนเครื่องมือการผลิตและแปรรูปเนื้อสุรินทร์ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเนื้อสุรินทร์ จนเกิดการรวมพลังผลักดัน “เนื้อสุรินทร์” ให้ก้าวสู่สินค้า GI ของจังหวัด
อีกทั้ง สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ได้ขับเคลื่อนต่อเนื่อง โดยจัดประชุมผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน จัดทำคู่มือการผลิตและร่างคำขอขึ้นทะเบียน ก่อนยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ยังมีการจัดงาน “เทศกาลเนื้อสุรินทร์” (Surin Beef Festival 2025) เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง จนนำมาซึ่งความสำเร็จในที่สุด
การขึ้นทะเบียน GI ของ “เนื้อสุรินทร์” ไม่เพียงแต่เป็นการคุ้มครองคุณภาพ ชื่อเสียง และแหล่งผลิต แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดระดับสากล และเป็นความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั้งประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
อย่างยั่งยืน