โหรเกษตรพยากรณ์ปีจอ พืชมีปัญหา..ปศุสัตว์ราคาดี

  •  
  •  
  •  
  •  


กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ ปีจอ 2561 น้ำฝนน้ำท่าจะไม่ค่อยดี เป็นแบบคุ้มดีคุ้มร้าย บางพื้นที่ฝนตกจะหนักมากกว่าก่อน แต่บางพื้นที่จะแล้งรุนแรงมากขึ้น ภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ส่งผลให้การปลูกพืชได้ผลผลิตที่ไม่ดีนัก สถานการณ์สินค้าเกษตรไทย ปี 2561 จะเป็นอย่างไร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มีคำวิเคราะห์เกษตรกรเตรียมรับมือ ตั้งหลักให้ดี


เริ่มด้วย ข้าว…พืชหลักเกษตรกรไทย ข้าวนาปี 2560/61 ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ภาคใต้ แต่ด้วยปริมาณฝนที่เยอะมากทำให้ผลผลิตข้าวในหลายจังหวัดลดลงจากอุทกภัย

ส่งผลให้ข้าวนาปรังปี 2561 มีการเพาะปลูกมากกว่าปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 11.92 ล้านไร่ เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอ และชาวนาต้องการปลูกชดเชยข้าวนาปีที่เสียหายจากน้ำท่วม…แต่ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตทั่วทั้งโลกลดลงจากอุทกภัย ทั้งในบ้านเราและเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม พม่า และกัมพูชา

มันสำปะหลัง…ราคาที่เกษตรกรขายได้จะสูงขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลัก อย่าง ไนจีเรีย คองโก บราซิล และอินโดนีเซีย ได้ผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลียนแปลงส่งผลให้ไทยได้โอกาสนี้ในการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง


ยางพารา…ด้วยมีการลดพื้นที่ปลูกยางพาราลงไป 200,000 ไร่ คาดว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เพราะอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งสต๊อกยางจีน ที่เมืองชิงเต่าถูกไฟไหม้ไป 30,000 ตัน เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา


ปาล์มน้ำมัน…ปีนี้มีเนื้อที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 4.77 ล้านไร่ เป็น 4.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 14.75 ล้านตัน สถานการณ์ด้านราคาน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศจะเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกเฉลี่ย กก.ละ 22.50 บาท และผลปาล์มสด เฉลี่ย กก.ละ 4.00 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ชาวสวนปาล์มยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม

อ้อยโรงงาน มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.87 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 104.72 ล้านตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเพียงพอ…แต่ด้านราคาคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงจากปีที่แล้ว

เนื่องจากจะมีการลอยตัวราคาน้ำตาลทราย เพราะเราถูกบราซิลประเทศคู่แข่งร้องต่อ WTO ว่าไทยมีการอุดหนุนแทรกแซงราคาน้ำตาลทราย และเรามีทีท่าจะแพ้คดี


ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์…ช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรขายไม่ได้ราคา เนื่องจากภาคเอกชนมีมาตรการไม่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิและพื้นที่ป่า ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยกันมากขึ้น แต่ผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีปัญหาภัยแล้งกระทบในช่วงออกดอกเหมือนที่ผ่านมา เลยคาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตกรขายได้ จะลดลงจากปีก่อน ส่วนสินค้าปศุสัตว์และประมง สศก.คาดว่ามีอนาคตสดใส เพราะประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภคขยายตัวตามไปด้วย

ไก่เนื้อ…การผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,501.53 ล้านตัว จากเดิมปี 60 ผลิตได้ 1,470.26 ล้านตัว เพราะมีการวางแผนให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายได้จะสูงขึ้นเล็กน้อย

ไข่ไก่…ปีหน้า แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 14,355.17 ล้านฟองก็ตาม แต่เพราะมีการวางแผนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศ และภาครัฐมีการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ ราคาขายคาดว่าน่าจะดีกว่าปีก่อน


สุกร…ปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 19.884 ล้านตัว ราคาสุกรมีชีวิตเฉลี่ยไม่ต่างจากปีที่แล้ว แต่จะมีกำไรมากขึ้น เพราะบ้านเราเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนค่าแรงงาน

คเนื้อ…เนื่องจากภาครัฐมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เช่น โครงการโคบาลบูรพา ส่งผลให้ปริมาณการผลิตโคเนื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาลดลง เนื่อเนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัวแต่เป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ
โคนม…ด้วยกรมปศุสัตว์มีนโยบายพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้น้ำนมดิบมีปริมาณเพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้น คาดว่าราคาที่เกษตรกรรขายได้จะสูงกว่าปีที่แล้ว


กุ้ง…อนาคตสดใส แม้จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.54 แต่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาเรื่องโรคกุ้งมาได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม ยังแก้ปัญหาโรคอีเอ็มเอสไม่ได้ ทำให้ผู้นำเข้าหันมานำเข้ากุ้งจากไทย ส่งผลให้ราคากุ้งในประเทศปรับตัวสูงขึ้นด้วย


นอกจากนี้ โหรเกษตรยังชี้แนะเกษตรกรต้องรู้จักปรับตัวพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้ เพราะในโลกดิจิทัล เทคโนโลยีนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรมากขึ้นและควรรวมกลุ่มกันในขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมทั้งปัญหาเรื่องหนี้สินต่างๆ ต้องร่วมมือกันสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร

ที่ขาดไม่ได้ ควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ปลูกพืชผสมผสานเกื้อกูลกัน จะลดความเสี่ยงด้านตลาด สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกร จะช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอ ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี…ถึงแม้จะขายไม่ได้ แต่ยังมีให้กินไม่มีวันอดตาย

ที่มา  :  ไทยรัฐ…โดย…ทีมข่าวเกษตร

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ