กว่าถึงจะวันนี้”มนตรี บุญจรัส”อุทิศเพื่อเกษตรอินทรีย์

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย  – ดลมนัส  กาเจ

 

          ทุกวันนี้บ้านเราใช้สารเคมีที่เป็นยาฆ่าแมลงที่นำเข้าราคา 1,200 บาทแต่ของเราใช้บีทีชีวภาพไตรโคเดอร์มาเพียง 100 บาท ผมคิดเสมอว่าต้องช่วยให้เกษตรเข้าใจว่าการทำเกษตรในบ้านเราบางพื้นที่ไม่จำเป็นเลยที่จะใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีก็สามารถเพาะปลูกได้”

            การเริ่มต้นเข้าสู่แวดวงการเกษตรของหนุ่มใหญ่ จากที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา จ.อ่างทอง “มนตรี บุญจรัส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด”และประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ อยู่กับนักวิชาการด้านจุลชีววิทยาผู้ล่วงลับไปแล้ว “ดีพร้อม ไชวงศ์เกียรติ” อาจารย์ประจำ คณะวิทยาศาตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ในนามชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเษตร เวลาผ่านไปกว่า 6 ปี เขามองว่า ช่องทางธุรกิจด้านปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรปลอดสารพิษ น่าจะตอบโจทย์กระแสคนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

            ในที่สุด มนตรี  ได้แยกตัวจากอาจารย์ดี ผู้มีพระคุณ ไปเปิดร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรปลอดสารพิษ เมื่อปี 2541 ในยุคที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกพอดี ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่าง และกิจการก้าวไปอย่างมั่นคง เริ่มจากที่ซื้อมาขายไปในร้านเล็กๆจนขยายตัวมาเป็นบริษัทผู้ผลิตเองในนาม” ไทยกรีน อะโกร จำกัด”และ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ทำให้ในแต่ละปีสามารถทำเงินเข้าบริษัทได้ปีละกว่า 80 ล้านบาท และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ แม้ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังตกต่ำ สินค้าเกษตรราคาผันผวน แต่กระแสรักการต่อต้านสารเคมี ของคนรักสุขภาพทำให้กิขการดำเนินอยู่อย่างปกติ

            มนตรี เริ่มจับธุรกิจจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเป็นตึกแถวย่านถนนพหลโยธินตรงกันข้ามโรงเรียนสารวิทยา บางเขน 2 คูหาเบื้องต้นรับของจากอาจารย์ดีพร้อมทั้งหมดในลักษณะซื้อมาขายไป ปรากฏว่าสามารถสร้างกำไรให้เขาได้ราว 30-40 % จึงจดทะเบียนในนามชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  กระทั่งอาจารย์ดีพร้อมได้ล่วงลับไป ทำให้ มนตรี ต้องดิ้นรน เริ่มผลิตปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเอง

            เขาใช้เวลา 18 ปีเต็ม ได้ก้อนหนึ่งไปจดทะเบียนบริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด โดยใช้ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท พร้อมกับซื้อทาน์โฮมออฟฟิตซึ่งสำนักบริษัทในปัจจุบัน มีสำนักงานตั้งย่าน  ถ. พหลโยธิน   แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ  และนำเงินอีกจำนวนหนึ่งไปสร้างโรงงานที่บ้านเกิด อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ในพื้นที่ 12 ไร่ส่วหนึ่งเป็น โรงงานผลิตปัจจัยการผลิตเองครบวงจร ทั้งหาวัตถุดิบที่ใช้การผลิต เทคโนโลยี การตลาด และการส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการ โดยมีจุดกระจายสินค้าอยู่ทั่วภูมิภาคที่เป็นตัวแทนจำหน่ายกว่า 1,000 แห่ง และมีสาขาของบริษัทเอง 20 สาขาทั่วประเทศ มากที่สุดในภาคเหนือตอนล่าง ทำให้วันนี้ มนตรักลายเป็นนักธุรกิจเพื่อเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จรืงรายใหญ่อยู่ระดับต้นๆของประเทศไทยก็ว่าได้

            ส่วนวัตถุดิบที่ใช้การผลิตร้อยละ 80 ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ที่นำเข้าคือหินภูเขาไฟ ที่ใช้สำหรับปรับปรุงและบำรุงดินพูมิชซัลเฟอร์ ตัวนี้ขายดีมากตกเดือนละ 300-400 ตัน  ธาตุรอง 5-6 ตัน จุลินทรีย์ปราบเพลี้ยตกเดือนละ 6-10 ตัน

            สำหรับ การทำธุรกิจด้านปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรปลอดสารพิษที่เน้นเป็นเกษตรอินทรีย์ครบวงจร มีตั้งแต่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช เชื้อรา ฮอร์โมนเร่งเต็บทั้งทางราก และใบไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังหลงไหลปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มาจากสารเคมีจนคุ้นเคย ฉะนั้นต้องอาศัยพยามพยามอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก้าวอย่างช้าๆแต่มั่นคง ต้องทำให้เกษตรกรเห็น การยอมรับจึงจะตามมา

            “อาจารย์ดีพร้อมดำเนินกิจการในรูปแบบเพื่อสังคมหรือเกษตรกร คือเราต้องหารายได้เพื่อสร้างองค์กร แต่ใจครึ่งทำด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการให้เกษตรเข้าใจทำการเกษตรอย่างถูกวิธี ต้นทุนการผลิตให้ต่ำ แต่ผลผลิตต้องสูง นั่นคือใช้ปัจจัยการผลิตที่ธาตุอาหารที่ดินต้องการ ถ้าเราคลุกคลีอยู่กับเกษตรกร จะพบว่าเป็นคนที่น่าสงสารมาก เชื้อนายทุนจนเกินไป ทำให้การทำเกษตรมีต้นทุนที่สูงที่มาจากการใช้สารเคมีเกินจำเป็น

           อย่างทุกวันนี้บ้านเราใช้สารเคมีที่เป็นยาฆ่าแมลงที่นำเข้าราคา 1,200 บาทแต่ของเราใช้บีทีชีวภาพไตรโคเดอร์มาเพียง 100 บาท ผมคิดเสมอว่าต้องช่วยให้เกษตรเข้าใจว่าการทำเกษตรในบ้านเราบางพื้นที่ไม่จำเป็นเลยที่จะใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีก็สามารถเพาะปลูกได้ แต่กว่าเกษตรกรจะยอมรับเราต้องทุ่มเทพอสมควร ต้องเดินสายไปบรรยาย เขียนบทความลงในหนังสือ ฝากข่าวให้พี่ๆน้องๆที่เป็นสื่อมวลชน จัดรายการวิทยุ และต้องไปคลุกอยู่กับเกษตรกรด้วย” มนตรีเล่าถึงกลยุทธด้านการตลาด

            จากความพยายยามของ มนตรี ทุกวิธีทางทั้งรุกแผนการตลาด การให้ความรู้แก่เกษตรกรในรูปแบบต่างๆประกอบจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความนิยมสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกฉลากควบคุมกลุ่มสินค้าเกษตรปลอดสารพิษของกรมอนามัย กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกิจการปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ของมนตรีได้ในวันนี้

                                                        สูตรเด็ดอาหารจานเดียวสำหรับพืช

            ปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรมักจะสบบ่อยครั้ง คือพืชที่เราปลูกจะหยุดชะงักการเจริญเติฐโต มีสูตรง่ายที่ทำเองได้เรียกว่า “สูตรอาหารจานด่วน”  สำหรับพืชที่ชะงักการเจริญเติบ มีสูตรง่ายๆตามแบบฉบับของ”ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ”

            1.น้ำ                                                    20  ลิตร

            2.โพแทสเซียมฮิวเมท                          10  กรัม

            3,ยูเรีย                                                 20  กรัม

            4.ไข่ไก่สด                                            1   ฟอง

วิธีทำ

            ตวงน้ำครึ่งหนึ่งก่อน  แล้วค่อยเทโพแทสเซียมฮิวเมทลงไปทีละน้อย  พร้อมทั้งคนให้ละลายจนหมด  จึงเติมยูเรียลงไป  ตอกไข่ใส่ภาชนะต่างหากทั้งไข่ขาวไข่แดง  ตีเนื้อไข่ให้ละเอียดอย่างเจียวไข่  ใส่รวมลงในถังเติมน้ำให้ครบ  20  ลิตร  แล้วคนให้เข้ากัน  จากนั้นนำไปใช้ได้

วิธีใช้

             ราดรดอาหารจานด่วน รอบ ๆ ใต้ทรงพุ่มไม้ยืนต้น  จากปลายพุ่มเข้าไปถึงกลางพุ่มให้ดินบริเวณนั้นเปียกชุ่มโดยไม่ต้องรดน้ำตามหรือราดรดอาหารจานด่วนทับบนพืชผักไม้ล้มลุกพุ่มเตี้ย  แล้วรดน้ำล้างอาหารจานด่วนให้ไหลลงดิน  อย่าให้ตกค้างบนใบเพื่อสร้างราก  แล้วคลุมหน้าดินทันทีด้วย  ขี้วัว ( วัวกินหญ้า ) หญ้าแห้ง  ฟางแห้ง  ใบไม้แห้ง  เปลือกถั่ว  เปลือกมันสำปะหลังหรือปุ๋ยคอกหมักเท่าที่หาได้  หนา 1-2  นิ้ว  เพื่อรักษาหน้าดินให้มีความชุ่มชื้นตลอด  รากจะแข็งแรงสมบูรณ์หาอาหารได้เก่ง

            สำหรับอาหารจานด่วน  แก้ปัญหาดินเหนียวแน่น  ดินดาน  ดินด่าง  ดินทรายจัด  ดินกรด  ดินเค็ม  และถอนพิษยาฆ่าหญ้า  หรือสารตกค้างจากการบังคับพืช  ให้ออกดอกนอกฤดูได้ด้วย เห็นไม่แค่ก็ประหยัดได้อย่างมหาศาล