จาก”ซื้อมาขายไป”ธุรกิจกาแฟ”บลูคอฟ”ร้อยล้าน

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย.. ดลมนัส  กาเจ

 

 

          “ผมไม่มีเงินเลย แต่โชคดีที่เพื่อนการันตีให้ ทำให้คุณอาของเพื่อนให้เอากาแฟามาขายก่อน ได้เงินค่อยจ่าย พอกาแฟเริ่มเป็นที่รู้จัก ผมคิดแบรนด์มาเองคือ “บลูคอฟ” ให้คุณอาของเพื่อนคั่วให้ ติดยี่ห้อผมเอง”

 

          การเริ่มต้นธุรกิจของ “ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์” กรรมการผู้จัดการเจ้าของ บริษัท บลูคอฟ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กาฟสดคั่วภายใต้เครื่องหมายการค้าหรือแบรนด์”บลูคอฟ”( (Bluekoff) มาจากที่เขาเห็นพื่อนที่ จ.เชียงใหม่ ทำธุรกิจเมล็ดกาแฟคั่ว จึงนำไปเสนอให้ร้านขายกาแฟสด โดยคนยังไม่รู้จัก ทำให้เขาต้องใช้ความอดทน ในที่สุดเขาประสบผลสำเร็จในระดับกับกิจการซื้อมา ขายไป และกลายเป็นจุดประกายที่เขาตั้งใจว่า การขายส่งเมล็ดกาแฟคั่วนี่แหละ คืออาชีพแห่งอนาคต

ศุภชัย เกิดมาในครัวที่ทำธุรกิจปั้นน้ำมัน ที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่บ้านเกิดอยู่ย่านดินแดน กรุงเทพฯ เขาจึงไปๆมาๆ กระหว่างกรุงเทพฯ-ลพบุรี ระหว่างนั้นเขาบอกกับตัวเองว่า ไม่ชอบธุรกิจปั้นน้ำมัน หลังจากเรียนจบไปอยู่กับเพื่อน โดยไม่รบกวนเงินทางบ้าน เพราะถือว่าที่บ้านส่งให้เรียนจนจบแล้ว ช่วงนั้รเขาหาเงินด้วยการสอนดนตรีประเภทเครื่องเป่า บางวันไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน

ช่วงจังหวะที่คุณอาของเพื่อนทำธุรกิจกาแฟสดคั่วอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นกาแฟอาราบิก้าที่รสชาติอร่อย กลิ่มหอม เมื่อเทียบกับกาแฟที่ขายทั่วไป แต่ไม่ใช่แบรนด์ดัง ทำให้ศุภชัยมีโอกาสไปดูธุรกิจกาแฟของคุณอาเพื่อนที่เชียงใหม่ และได้นำมาเสนอให้ร้านกาแฟดังกล่าว

          “ผมไม่มีเงินเลย แต่โชคดีที่เพื่อนการันตีให้ ทำให้คุณอาของเพื่อนให้เอากาแฟามาขายก่อน ได้เงินค่อยจ่าย พอกาแฟเริ่มเป็นที่รู้จัก ผมคิดแบรนด์มาเองคือ “บลูคอฟ” (Bluekoff) ให้คุณอาของเพื่อนคั่วให้ ติดยี่ห้อผมเอง จนเวลาผ่านไป กิจการของเราโตวันโตคืน จากเดิมที่นำกาแฟสำเร็จรูป ในรูปแบบซื้อมาขายไป ก็เริ่มสร้างโรงคั่วกาแฟสดเองที่ จ.ลพบุรี  รับเครื่องชงกาแฟสดนำเข้าจากอิตาลี่ ที่ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ซีพี ออล์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าในปี 2547 ขายควบคู่กันไปกับเมล็ดกาแฟคั่ว ทำให้เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้น ” ศุภชัย ย้อนอดีต

          การตั้งโรงงานคั่วกาแฟเอง ทำให้ ศุภชัย ได้พบปัญหาของกาแฟที่คั่วแล้วไม่หอม นั่นคือ เกิดมาจากวัตถุดิบเมล็ดกาแฟ ที่คุณภาพดีไม่ได้มาตรฐาน เขาจึงศึกษาจากตำรา จากผู้รู้ และไปดูงาน จึงรู้ว่าต้นต่อของปัญหาเกิดจากต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ปลูกต้นกาแฟขาดความรู้ ปลูกตามมีตามเกิด ใช้สารเคมีอย่างมหาศาล

           ศุภชัย มองว่า การที่จะให้กาแฟสด“บลูคอฟ” เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ต้องเป็นกาแฟที่มีคุณภาพ จึงได้ศึกษาพบว่า แหล่งผลิตกาแฟที่ดีที่สุดของประเทศไทยคือดอยช้าง ต.วาวี อ.แมสรวย จ.เชียงราย เนื่องจากกาแฟอาราบิก้าจะให้ดีต้องปลูกในพื้นที่สูง  1,200-1,500 เมตร และมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยเหมาะอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส เขาตัดสินไปสู่แหล่งผลิตกาแฟอาราบิก้าบนช้างที่เกษตรกรปลูกในพื้นที่กว่า 3 หมื่นไร่ และตั้งใจแน่วแน่ว่า วัตถุดิบของกาแฟ“บลูคอฟ”ต้องมาจากเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ เขาจึงปรึกษานักวิชาการ เพื่อแนะนำในการปลูกกาแฟอย่างถูกวิธี และจะเป็นผู้ซื้อในราคาที่สูงขึ้น

          “ผมรู้จักและสนิทเป็นการส่วนตัวกับคุณวิชา พรหมยงค์” (ผู้บุกเบิกกาแฟดอยช้าง) เรามาจับมือกันส่งเสริมผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้าง ให้กับชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆกว่า  800 ครัวเรือน เมื่อ 10 ปีก่อน แรกๆไม่มีใครเชื่อ ผมต้องควักเงินลงทุนซื้อต้นกล้ากาแฟพันธุ์อะราบิกาคุณภาพดีให้ชาวบ้านไปปลูกฟรีๆ พร้อมกับจ้างให้ชาวบ้านตัดต้นที่ปลูกเดิมทิ้ง แล้วปลูกใหม่ จนต้นกาแฟที่ปลูกเป็นตัวอย่างได้ผลผลิตที่สวยและดีกว่า ผมซื้อในราคา กก.ละ15- 20 บาท จากเดิมชาวบ้านได้ราคาเพียง กก.ละ  7 บาทเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านเริ่มสนใจ “ เขา กล่าว

          เขา ย้อนเมื่อ 4  ปีก่อน ทางบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด เปิดร้านกาแฟ “ออลล์ คาเฟ่” (All Caf?) มุมขายกาแฟสดในร้านเซเว่น และร้านกาแฟชุมชน ต้องการรับซื้อเมล็ดกาแฟสดคุณภาพดี ด้วยที่เขาเคยทำมาค้าขายด้วยมาแล้ว ทางบริษัท บลูคอฟ มองว่า ทางซีพี รีเทลลิ่ง น่าจะซื้อเมล็ดกาแฟ ได้  ซึ่งจากเจรจา ตกลงให้เขาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง รับซื้อเมล็ดกาแฟผลสดคุณภาพดีจากเกษตรกรบนดอยช้าง แล้วแปรรูปเป็นเมล็ดกาแฟคั่ว เพื่อส่งต่อไปยังซีพี รีเทลลิงค์ ตอนนี้เน้นปลอดสารพิษ และตั้งเป้าหมายว่าอนาคตต้องเป็นกาแฟอินทรีย์ในอนาคต

          การเริ่มต้นส่งเมล็ดกาแฟคั่วให้ร้านกาแฟสด “ออลล์ คาเฟ่” มีเพียงไม่กี่สาขา  ปัจจุบันขยายกว่า 2,000 สาขา รวมถึงส่งเข้าร้านกาแฟ “มวลชน” อีกทำให้ยอดส่งเมล็ดกาแฟคั่วบลูกคอพให้ซีพี รีเทลลิงค์เดือนละ 10-20 ตัน หรือกว่า 80 % ของยอดขายทั้งหมด ปัจจุบันเมล็ดกาแฟทั้งหมดจากจากดอย ที่ซื้อจากเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายในราคา กก.ละ 18-23 บาท หลังจากที่คั่วแล้วจะขายส่งต่อในราคา กก.ละราว 450 บาท ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มของเรามีทั้งหมดกว่า  300 ครัวเรือน ปลูกกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่ปลูกกว่า 1.5 หมื่นไร่ ถือว่าเราเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟสดรายใหญ่อันดับ 2 ของดอยช้าง ที่มียอดผลิตกาแฟคั่วสำเร็จกว่า 400 ตัน มีเงินหมุนในกิจการนี้ตกปีละ 200 ล้านบาท

       ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ดั่ง “ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์” จากเดิมที่เริ่มต้นจากซื้อมาขายไป วันนี้กลายเป็นนักธุรกิจร้อยล้านไปแล้ว นับเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบผลสำเร็จในกิจการอย่างงดงาม