นโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของอินโดนีเซียกับ(จบ)

  •  
  •  
  •  
  •  

โดย..รศ.สมพร อิศวิลานนท์

(ต่อจากวันศุกร์ที่แล้ว)

         การดำเนินงานตามแผน BIMAS ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกับการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียวหรือที่เรียกว่า Green Revolution กล่าวคือเป็นช่วงที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรือ IRRI  ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ค้นพบและเผยแพร่ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง  สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล เป็นข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีและให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงเมื่อมีการนำไปใช้ปลูกในพื้นที่ที่มีการชลประทานเป็นสำคัญ

         การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงได้ส่งผลต่อการเพาะปลูกข้าวในประเทศอินโดนีเซียและในส่วนต่างๆของโลกที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเริ่มขึ้นของยุคสมัยที่มีการเพาะปลูกข้าวมากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี เกิดการตื่นตัวในการใช้ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่และรวมถึงแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรไปสู่การเพาะปลูกข้าวอย่างเข้มข้นมากขึ้นในพื้นที่ชลประทาน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวทั้งในระดับไร่นาและอุปทานผลผลิตโดยรวมเกิดขึ้นอย่างมาก 

          การขยายตัวของการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่หรือข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเชียในระยะเริ่มแรกมีทั้งที่นำเอาพันธุ์ข้าวที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติไปใช้ปลูกในอินโดนีเชียโดยตรงและการนำข้าวพันธุ์ใหม่ไม่ไวแสงไปผสมเข้ากับพันธุ์พื้นเมืองและได้เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ของตนเอง  การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในช่วง พ.ศ. 2512-2530 เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการยอมรับเกือบเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน

         ในขณะเดียวกันผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.74 ล้านตันข้าวสารในปี 2510 เพิ่มขึ้นเป็น 24.97 ล้านตันข้าวสารในปี 2530 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว และทำให้การนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียได้ลดต่ำจาก 1.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี พ.ศ. 2520 มาเหลือ 5 พันตัน ในปี พ.ศ. 2530  อีกทั้งยังส่งผลให้การพึ่งพิงการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียลดลงไปพร้อมๆกับการพึ่งพิงตนเองได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น

         การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเกือบห้าทศวรรษที่ผ่านมาไปพร้อมๆกับโครงการพัฒนาการเกษตรภายใต้โครงการ BIMAS ได้เป็นผลดีต่อการขยายตัวและการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวในอินโดนีเซียอย่างมาก 

         นอกจากนี้ยังเป็นผลให้อินโดนีเซียก้าวสู่ความสำเร็จในการเพิ่มการพึ่งพิงการผลิตข้าวภายในประเทศได้สูงขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็สามารถลดการนำเข้าข้าวในแต่ละปีของอินโดนีเซียลงได้มากขึ้น อีกทั้งยังปรากฎด้วยว่าอินโดนีเซียได้ประสบผลสำเร็จช่วงสั้นๆในการพึ่งพิงตนเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตข้าวมากพอเหนือความต้องการใช้บริโภคภายในประเทศในปี พ.ศ. 2527 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551

         ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่าในปีพ.ศ. 2557พื้นที่เพาะปลูกข้าวของอินโดนีเซียมีประมาณ 87 ล้านไร่        ในจำนวนนี้ร้อยละ 32 เป็นพื้นที่ที่มีการชลประทาน และส่วนใหญ่อยู่ในเกาะจาวา ทั้งนเขตจาวาตะวันออก จาวาตอนกลาง และจาวาตะวันตก

         ในอดีตเมื่อมีการกระจายข้าวพันธุ์ใหม่เข้ามาในพื้นที่เกาะจาวาในช่วงเกือบห้าทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวได้มีการยอมรับข้าวพันธุ์ใหม่มาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ส่วนการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ในพื้นที่เกาะสุมาตรา เกาะเบอร์เนียวในดินแดนที่เรียกว่า กาลิมันตันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย และเกาะสุราเวสีนั้นมีการแพร่กระจายในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก

         ทั้งนี้เพราะความจำกัดของสภาพภูมิประเทศ ซึ่งบางที่เป็นที่น้ำท่วมขังนานและบางที่เป็นที่ๆต้องทำการเกษตรโดยใช้น้ำฝนเพียงเท่านั้น อันเป็นข้อจำกัดของการแพร่กระจายข้าวพันธุ์ใหม่ FAO และ USDA รายงานไว้เช่นกันว่าในปีพ.ศ. 2557 อินโดนีเซียมีผลผลิตข้าวประมาณ 69.9 ล้านตันข้าวเปลือกหรือประมาณ 36.5 ล้านตันข้าวสาร

          อย่างไรก็ตาม แม้ผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรในอินโดนิเชียก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ในปี พ.ศ. 2508 อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน  จากประชากรดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 142 ล้านคนในปี 2520 และเพิ่มขึ้นเป็น 253 ล้านคนในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

         ตรงนี้ ทำให้สถานการณ์การผลิตข้าวของอินโดนีเซียอาจกล่าวได้ว่ามีผลผลิตตามไม่ทันกับความต้องการเพื่อการบริโภคข้าวที่มีเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าการบริโภคข้าวในครัวเรือนต่อคนต่อปีจะมีแนวโน้มที่ลดลงจาก 108 ก.ก.ต่อคนต่อปีในปี พ.ศ. 2545 มาเป็น 96 ก.ก. ต่อคนต่อปีในปี 2557  ก็ตาม

         หากย้อนดูการผลิต การบริโภค การสะสมสต็อก และการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซีย USDA  ได้รายงานไว้ว่าในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาจากปี พ.ศ. 2553-2557 การผลิตข้าวของอินโดนีเซียยังคงมีต่ำกว่าความต้องการบริโภคอยู่เล็กน้อย โดยมีความต่างระหว่างการบริโภคและการผลิตข้าวของอินโดนีเซียอยู่ประมาณปีละ 1.93 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีการนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละ 1.25 ล้านตัน  และมีการสะสมสต็อกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.74 ล้านตัน ซึ่งการสะสมสต็อกดังกล่าว เป็นมูลภัณฑ์กันชนที่สำคัญเพื่อการสร้างเสถียรภาพราคาข้าวในประเทศ เพื่อไม่ให้ราคาที่แปรปรวนจนกระทบทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

          การสะสมสต็อกที่ได้แสดงไว้ข้างต้นเป็นข้อมูลสต็อกของภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามในส่วนของ BULOG ซึ่งเป็นการสะสมสต็อกของภาครัฐได้มีการสต็อกข้าวในปี 2555 ไว้ประมาณ 3.65 ล้านตัน  และได้ลดลงมาเหลือประมาณ 2.5 ล้านตันในปี 2557

         การก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของโจโก วิโดโด้ เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ได้จุดประกายความท้าทายของนโยบายพึ่งพิงตนเองเรื่องข้าวของอินโดนีเซียอีกครั้งหนึ่ง โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้สำเร็จภายใน 3 ปีต่อจากนั้นจะสร้างให้ประชากรอินโดนีเซียมีความมั่นคงด้านอาหารหลัก  อีกทั้งยังมีวิสัยทัศน์ไปไกลว่าหากสามารถพึ่งพิงตนเองในเรื่องข้าวได้ภายใน 3 ปีแล้ว ในช่วงถัดไปจะพัฒนาให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวให้ได้ในอนาคต

         สิ่งที่ท่านประธานาธิบดีโจโก วิโดโด้ เร่งทำเมื่อได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีได้แก่การเพิ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบชลประทานที่มีอยู่เดิมเพื่อให้สามารถจัดสรรและกระจายทรัพยากรน้ำให้เกษตรกรได้เข้าถึงได้มากขึ้น อีกทั้งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มขึ้นทั้งพื้นที่เพาะปลูกไปพร้อมๆกับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตต่อพื้นที่

           นอกจากนี้ได้สนับสนุนให้จัดหาเครื่องทุนแรงการเกษตรโดยเฉพาะรถไถเดินตามและรถไถขนาดเล็กให้กับกลุ่มเกษตรกรเพื่อทดแทนการใช้แรงงานคนที่มีไม่เพียงพอในช่วงฤดูการเพาะปลูกที่ต้องรีบเร่ง โดยได้แจกจ่ายรถไถเดินตามไปถึง 7,800 คันใน 14 จังหวัด และให้คำมั่นว่าในปีต่อไปจะจัดหามาให้อีกไม่น้อยกว่า 65,000 คัน สนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดี

         เป้าหมายคือจะเปลี่ยนให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 5 ล้านเฮกตาร์หรือประมาณ 31.25 ล้านไร่ อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4% หรือมีปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 73 ล้านตันข้าวเปลือก ในปี พ.ศ.2558

         กระนั้นเมื่อ 2 ปีก่อนภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเชีย ทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกข้าวต้องเลื่อนออกไปและล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลกระทบต่อภาวะสำรองข้าวของอินโดนีเชียจนต้องประกาศนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

         ดังนั้น หากภัยแล้งในปีนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและในวงกว้างแล้ว โอกาสที่นโยบายการพึ่งพิงตนเองของท่านประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จะสำเร็จและเป็นจริงได้ตามที่ได้ประกาศไว้คงจะต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป