สถานการณ์ราคายางพาราในอาเซียน

  •  
  •  
  •  
  •  

 โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์



                    ปัจจุบันราคายางธรรมชาติ หรือยางพารา กำลังมีปัญหาด้านราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องที่เกิดจากปัจจัยหลายด้าน อาทิภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ปริมาณการผลิตล้นตลาด การแปรรูปที่ใช้ภายในประเทศไทยยังน้อยอยู่เป็นต้น

                   ที่จริงยางพารามีแหล่งกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้และคนพื้นเมืองได้รู้จักการใช้ประโยชน์ในครัวเรือนมาก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเข้าไปพบและนำมาคิดค้นเพื่อการผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์เป็นของใช้เสียอีก
                     ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษ 2300 เรื่อยมา ทำให้การใช้ยางพาราแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เพราะได้มีการค้นพบวิธีทำให้ยางคงรูปได้ ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ตามมา โดยเฉพาะการนำมาใช้ในองค์ประกอบของเครื่องจักรกลต่างๆ และยุทโธปกรณ์ ส่งผลให้ความต้องการยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
                     สำหรับในเอเซียนั้น เซอร์คลีเมนส์นำยางมาทดลองเพาะปลูกเริ่มแรกที่อินเดีย อันเนื่องมาจากปัจจัยแรงกดดันจากการขาดแคลนอุปทานในยุคนั้น และต่อมาขยายไปในอาณานิคมของอังกฤษและฮอลแลนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบว่าในคาบสมุทรแหลมมลายูเป็นแหล่งที่ยางเติบโตได้ดี ทำให้การเพาะปลูกยางพาราขยายไปอย่างกว้างขวางทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในช่วงต้นพุทธศตวรรษ 2400

            สำหรับประเทศไทยมีการนำยางเข้ามาทดลองปลูกที่ จ.ตรัง เป็นแห่งแรก ในช่วงกลางพุทธศตวรรษ 2400 ซึ่งต่อมาได้มีการขยายการเพาะปลูกกันอย่างกว้างในภาคใต้ของไทย และภาคตะวันนออก ก่อนจะแพร่กระจายไปทุกภาคใตขณะนี้
                      องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO)ได้รายงานว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 64.47 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นมาจากปี 2547 ซึ่งมีพื้นที่เพียง 50 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 29 ในขณะที่ผลผลิตยางพาราของโลกในปี 2556 มีประมาณ 11.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ซึ่งมีจำนวน 8.94 ล้านตัน หรือร้อยละ 33.89 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
                      ปัจจุบันยางพารามีแหล่งเพาะปลูกและผลิตที่สำคัญอยู่ในภูมิภาคกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยในปี 2556 อาเซียนมีพื้นที่เก็บเกี่ยวยางโดยรวมประมาณ 49.92 ล้านไร่ หรือร้อยละ 77.58 และมีผลผลิตรวม 9.05 ล้านตัน หรือร้อยละ 75.61 ของผลผลิตยางพาราโลก ประเทศที่มีผลผลิตรวมมากที่สุดได้แก่ ไทย รองลงมา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยใน 3 ประเทศนี้มีผลผลิตรวมกันมีถึง 7.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 86.19 ของผลผลิตในชาติอาเซียน และร้อยละ 65.16 ของผลผลิตยางพาราโลก
                      กระนั้นการใช้ประโยชน์ยางพาราในกลุ่มผู้ผลิตในอาเซียนเพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศมีไม่มากนัก ประมาณการอยู่ที่ 1.79 ล้านตันเท่านั้น หรือร้อยละ 19.77 อาเซียนจึงมีผลผลิตส่วนเกินถึง 6.01 ล้านตัน จะส่งออกในรูปของ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง หรือน้ำยาง เป็นต้น
                      ทุกวันนี้สินค้ายางพาราจึงเป็นสินค้าที่แข่งขันกันเองของกลุ่มประเทศผู้ผลิตในอาเซียน อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรเห็นว่าสินค้ายางพารามีระดับราคาที่เคลื่อนไหวสูงขึ้นในช่วงเวลานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อระดับราคาในปัจจุบัน และยิ่งเมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ชะลอตัว แน่นอนว่าความต้องการสินค้าต่างๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบ ย่อมจะชะลอตัวลงตามมาด้วย
                      นอกจากนี้ยางพารายังมีคู่แข่งที่สำคัญได้แก่ ยางสังเคราะห์ ที่นำเอาผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นปิโตรเลียมมาใช้ ระดับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงอย่างมากย่อมทำให้ต้นทุนในการผลิตยางสังเคราะห์ถูกลง ยิ่งเป็นแรงกดดันต่อระดับราคายางพาราให้ตกต่ำลงไปด้วยอีกเช่นกัน
                      การที่ราคายางพาราที่ตกต่ำลงในช่วงเวลานี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรการเคลื่อนไหวของราคายางพาราที่นอกเหนือไปจากการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล ในหนึ่งช่วงของการเคลื่อนไหวของราคาตามวัฏจักรนี้ใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 7-8 ปี กว่าจะกลับฟื้นสู่ระดับสมดุลใหม่
                      ดังนั้น ใครก็ตามที่ไปให้สัญญากับเกษตรกรว่าจะยกระดับราคาสินค้ายางพาราให้กลับสู่ในสภาพราคาสูงๆ ได้ จึงต้องพึงระวัง เพราะจะต้องใช้เงินและทรัพยากรในการจัดการจำนวนมากมายทีเดียว กว่าจะให้มาตรการเห็นผลเกิดขึ้นได้